ทบทวน

รามือจากคอลัมน์ที่เขียนไม่เสร็จมานั่งรำลึกและทบทวนระยะเวลาสามร้อยกว่าวันที่ผ่านมาก่อนจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

แม้ปีนี้อาจไม่ใช่ปีที่เราจะบอกว่าชอบ
แต่จะให้บอกว่าไม่ชอบหรือเกลียดก็คงไม่ใช่เข้าไปใหญ่
พออายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกตรงกลางมันจะมากขึ้นตามไปด้วย เราคิดว่าอย่างนั้นนะ ไม่ค่อยเกลียดหรือรักอะไรจริง ๆ จัง ๆ จนต้องจัดอันดับ หรือแสดงความรู้สึกให้ชัดเจนขนาดนั้นแล้วเพราะมันไม่ค่อยเกิดประโยชน์อะไรเท่าไรหรอก แค่มานั่งดูว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นและเราจัดการมันอย่างไรเท่านั้นพอ

สำหรับปี 2559 เป็นปีที่เราได้ทะลายกำแพงความกลัวของตัวเองสำเร็จ มีงานมาเสนอให้ทำซึ่งเราก็รับปากและทำใจให้สู้กับหน้าที่และความรับผิดชอบนั้นและมันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ถ้าเป็นเราคนก่อนก็คงไม่ตกปากรับคำ แม้จะมีอีกหลายครั้งที่ปฏิเสธไป แต่ครั้งนี้เราดีใจจริง ๆ ที่เราตอบรับและทำมันจนสำเร็จ แม้จะขัดใจตัวเอง แม้จะหงุดหงิดกับความไม่ราบรื่นบ้าง แต่โดยรวมแล้วเราภูมิใจในตัวเองมากอยู่เหมือนกัน

นอกจากเอาชนะความขี้ขลาดหวาดกลัวได้แล้ว ปีนี้เรายังปลดหนี้ได้สำเร็จไปหนึ่งเจ้าหนี้ นั่นคือ บัตรเครดิต เราไม่ค่อยก่นด่าอะไรนัก นอกจากก้มหน้ารับใช้หนี้ไปเพราะเราทำเอง เป็นหนี้แห่งกิเลศที่ยาวนาน นานจนทำให้มีสติกับการใช้บัตรเครดิตมากขึ้น ส่วนหนี้กยศ.ปีนี้ก็โปะไปหลายหมื่นบาท จนตอนนี้ยอดหนี้เหลือไม่มากแล้ว คิดว่าปีหน้าจะจัดการให้หมด การปลดหนี้เป็นความดีใจส่วนตัว ทำให้เราอดทนและทนอดต่อความต้องการ การไม่มีเงินมากพอจะไปชอปปิงทำให้เราชอบมากกว่าตอนมีเงินแล้วชอปอย่างขาดสติซะอีก เหมือนเป็นชัยชนะเล็ก ๆ ของคนจนที่ของเซลก็ทำอะไรเราไม่ค่อยได้เพราะต่อให้ชอบหรืออยากได้ก็ไม่มีเงินซื้ออยู่ดี มันดีตรงนี้แหละ

ปีนี้ยังเป็นปีที่เราตามใจตัวเองน้อยด้วยนะ
อย่างที่บอกว่าพอไม่ค่อยเหลือเงินเพราะต้องเก็บไปใช้หนี้แล้วทำให้เงินที่มีในมือเอาไว้กินและใช้จ่ายในเรื่องจำเป็นเท่านั้น อยากได้หนังสือ อยากซื้อเสื้อผ้า อยากไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ก็ทำให้เป็นเพียงความอยากเท่านั้น แต่ไม่ได้รู้สึกทรมาณกับการจำกัดความต้องการของตัวเองนะ เราโอเคกับมัน

แม้จะโสดและไม่ได้เจอใครเลย
แต่ปีนี้ก็ยังได้ ‘คุย ๆ’ กับใครบางคนอยู่บ้าง
แม้เป็นการเริ่มศึกษาพูดคุยกันแค่ไม่กี่เดือนแต่มันก็เติมความชุ่มชื่นให้หัวใจดีนะ
สุดท้ายแม้เราจะรู้ว่าไม่รอด แต่ดีใจที่เราพยายามเปิดใจ ทั้งที่ถ้าเป็นเราคนก่อน ลงว่าถ้าไม่ได้รัก ไม่ได้ชอบก่อน การที่อยู่ ๆ จะให้ลองทำความรู้จักใครสักคนคงไม่เกิดขึ้นหรอก

แหม…ปีนี้มันสร้างตัวตนใหม่จริง ๆ นะ
แต่ยังไงก็หนีตัวตนที่แท้ของเราไม่ได้หรอก

ส่วนเรื่องที่สะเทือนชีวิตมากที่สุดเห็นจะเป็นการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลทีี 9 เป็นสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงชีวิตเราแม้ในความเป็นจริงจะรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องเจ็บ แก่ และตายได้ แต่เรารู้สึกว่าพระองค์ต้องอยู่กับเราไปอีกนาน นานจนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

การสูญเสียในหลวง แน่นอนเราทุกคนต่างเสียใจ
แต่มันเป็นความสูญเสียที่มีพลังมาก ๆ สิ่งที่พระองค์ทำ สิ่งที่พระองค์เป็น จึงทำให้การสูญเสียครั้งนี้ไม่เป็นศูนย์ สิ่งที่พระองค์คิดและทำมาตลอดยังผลิดอกออกใบ เป็นมรดกที่ทำให้พวกเรามีหวัง เหมือนพระองค์จุดแสงไว้ให้เราเดินต่อ ไม่มืดมนอย่างที่เคยคิด พระองค์ยังอยู่ในใจเราจนถึงทุกวันนี้และไม่มีวันที่ใครจะมาแทนที่ได้ เป็นความรู้สึกที่ทั้งดีใจ ภาคภูมิใจ ปลาบปลื้มที่ได้เกิดในแผ่นดินของพระองค์ นี่ละมั้งเลยทำให้เราเสียใจแบบพอดี ๆ คือฟูมฟายอยู่คนเดียวช่วงหนึ่งแต่ไม่เสียสติ ไม่คลั่ง การที่มีโอกาสได้รู้ ได้เห็น สิ่งที่พระองค์สร้างมามากขึ้น ทำให้รักและเคารพพระองค์มากขึ้น เหมือนมีเรื่องให้เราเรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์ไม่สิ้นสุด

เท่าที่พิมพ์มาเหมือนไม่มีเรื่องแย่ ๆ เลยเนอะ
จริง ๆ ปีนี้ของเราก็มีเรื่องให้เสียใจ ร้องห่มร้องไห้นั่นแหละ
เป็นเรื่องซ้ำ ๆ เดิม ๆ แต่ปลงได้เร็ว หาวิธีหยุดร้องไห้ หยุดเสียใจได้เร็ว
พอเหตุการณ์มันผ่านไปมันก็แค่เกิดขึ้น แต่เรายังต้องหายใจอยู่

ดังนั้น ถ้าจะให้สรุปเกี่ยวกับปีนี้ของเรา
เราคิดว่ามันเป็นปีที่โตขึ้นอีกปี อีคิวสูงขึ้นอีกนิดจากที่เป็นคนอีคิวต่ำมาก ๆ
และเราเป็นคนที่รอดชีวิตที่พยายามใช้ชีวิตต่อไป ไม่ได้ดีมากแต่ก็ไม่แย่มาก และพยายามประคับประคองตัวเองไม่ไปสร้างความเดือนเนื้อร้อนใจให้คนอื่น พยายามอย่างที่พยายามมาตลอด เป็นพลเมืองดีที่พยายามไม่ทำผิดกฎหมาย ไม่มีเรื่องกับใคร ไม่วุ่นวายชีวิตใครถ้าเขาไม่อนุญาต อยู่ในถ้ำในพื้นที่ของเรา ถ้าใครต้องการเราเขาจะเคาะเรียกเราแล้วเราจะออกไป ถ้าใครไม่ต้องการก็ช่างเขา เราต้องการตัวเราก็อาจจะพอ

ขอบคุณทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเราในปี 2559
จะเกี่ยวข้องในเรื่องทุกข์ สุข ตลก ขำขัน สนุกสนาน เรื่องแบบไหนอะไรก็ตาม มันคือบทเรียน มันคือความทรงจำที่ทำให้เราขัดเกลาตัวเองได้

ด้วยคำที่บอกว่าเราจะมาพบกันใหม่,
เจอกันนะปี 2560

 

38

สำหรับเรา
ชีวิตเดินทางถึงครึ่งชีวิต ครึ่งทาง เข้ากลางคนตั้งแต่ 30
ไม่ได้อยากมีอายุยืน ไม่ได้อยากอยู่ยาว เลยรู้สึกว่าพออายุ 30 แล้วมันถึงจุดที่อยากหยุดทุกสิ่ง แม้รู้ดีว่าเราหยุดอะไรไม่ได้หรอกแม้กระทั่งลมหายใจของตัวเอง ที่ผ่านมา ที่ทำได้คือใช้ชีวิตต่อ

อีกไม่กี่อึดปีก็จะ 40 แล้ว
ไม่ได้มองล่วงหน้าไปไกล แต่คิดว่าถ้าถึงวันที่ได้อยู่จน 40 จริง ๆ ก็คงยิ่งรู้สึกมากกว่าวันนี้ คือ ไม่มีเป้าหมายยิ่งกว่า หมดแรงจูงใจยิ่งกว่า ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ยิ่งกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ได้คิดว่ามันแห้งเหี่ยวหรืออะไรมากหรอก ระหว่างทางมันก็ยังมีเรื่องดี ๆ เรื่องสนุก ๆ เรื่องตื่นเต้นให้พอเป็นสีสันอยู่บ้าง

สำหรับวันนี้ ปีนี้ที่พาตัวเองรอดมาจนได้บันทึกเรื่องราวอีกปี
ก็คงใช้ชีวิตต่อไป เราถูกเลือกให้อยู่ก็ต้องอยู่ อยู่ไปแบบนี้แหละนะ แบบนี้อาจจะไม่ได้สุขสม หรืออาจไม่ได้แยแสอะไรมากมายเหมือนแต่ก่อน แต่จะพยายามไม่ทุกข์เยอะ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็เป็นคนชอบร้ายกับตัวเองเสมอ สิ่งที่เขียนตอนนี้จึงเหมือนทำสัญญาใจกับตัวเองว่าจะไม่ทำให้ตัวเองเจ็บ จะพยายามไม่ร้ายกับตัวเองมากเหมือนเมื่อก่อน มีเพื่อนเคยบอกว่าจริง ๆ แค่เราปรับมุมคิดเสียหน่อย ชีวิตเราจะดีมาก เรารู้ เราเข้าใจ เราเองก็พยายามเรื่อยมา แต่เราดันเป็นของเราแบบนี้ ขมขื่นและเกลียดตัวเองเหมือนกัน แต่จากนี้จะพยายามให้มากขึ้น มากขึ้น

 

อย่างน้อยวันนี้เราก็ยิ้มให้ตัวเองเยอะมาก ๆ
สุขสันต์วันเกิดนะ

 

บันทึกความทรงจำของพสกนิกรไทยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ – ลำดับที่ ๖

“เราก็พยายามสอน พยายามบรรยายไป พยายามตลกกว่าเดิมซึ่งไม่รู้ว่าจริง ๆ ทำไปเพื่อใคร เพื่อเด็กหรือเพื่อตัวเอง ๒ ชั่วโมงนั้นคิดว่าตัวเองทำหน้าที่ได้ดีมาก ถ้ามองย้อนกลับไปคิดว่าวันนั้นสอนดีที่สุด เรารู้สึกว่าต้องทำหน้าที่ ต้องทำสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุด”
โชติกา ลิลา (แอ้ม) อายุ ๓๘ ปี อาชีพ อาจารย์มหาวิทยาลัย, นครสวรรค์

 ใจคอไม่ค่อยดี
“หลายวันก่อนหน้านั้นดูแถลงการณ์เกี่ยวกับพระอาการของในหลวงแล้วรู้สึกใจคอไม่ดี ทั้งไม่ตอบสนองยา เลือดเป็น กรด แต่หลอกตัวเองว่าในหลวงอยู่กับหมอที่เก่งที่สุดในทุก ๆ ด้าน คุณหมอต้องมารวมกันเพื่อถวายการรักษาอย่างดีที่สุดอยู่แล้ว แต่ประมาณวันที่ ๑๑ หรือ ๑๒ มีคำสั่งของมหาวิทยาลัยว่าขอให้เลื่อนกำหนดการพระราชปริญญาบัตรปีนี้ไปก่อนแบบไม่มีกำหนด กำหนดเดิมคือวันที่ ๒๙ ตุลาคม นักศึกษาก็เข้ามาถามเราว่าจริงไหมเพราะเขาต้องเตรียมทำซุ้มรับปริญญา ซ้อมบูมให้รุ่นพี่ เราก็ได้แต่บอกว่าเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดอาจจะหมายถึงอีกสองวันหรืออีกสองสัปดาห์ก็ได้ ระหว่างนี้จะได้มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น คือด้วยความเป็นครูเรารู้สึกว่าเด็กออกจากบ้านมา พ่อแม่เขาส่งต่อให้เราแล้ว เราต้องคุมสถานการณ์ให้อยู่ และต้องคิดไปในทางบวกก่อนว่าสมเด็จพระบรมฯ อาจจะติดภารกิจ ไปต่างประเทศด่วนหรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่ความจริงสิบปีที่ทำงานตรงนี้มาพระองค์ไม่เคยเลื่อนแม้แต่ครั้งเดียว”

๑๓ ตุลาคม
“วันนี้รู้เลยว่าทำงานแบบสติไม่ค่อยดี โชคดีว่าเป็นช่วงเป็นวิชาสัมมนาเลยไม่ได้บรรยายสอนแบบปกติถ้าอย่างนั้นคงพูดไม่รู้เรื่อง ช่วงเย็นนัดเด็กมาซ้อมละครตามปกติ เราเริ่มวางบล็อกเวทีกัน เรารู้ข่าวว่าตอนเย็นจะมีแถลงการณ์แต่ใจเราคิดว่าต้องมีการแถลงข่าวทุกวันอยู่แล้ว คิดว่ารัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้ข่าวลือออกไปเยอะ ดังนั้น เขาต้องควบคุมข่าวเองด้วยการให้ข่าวเอง คิดว่าคงเป็นแถลงการณ์ตามปกติ ก็อยู่ที่ห้องซ้อมละครกับนักศึกษาตั้งแต่ ๔ โมงเย็น ระหว่างนั้นเด็ก ๆ เริ่มเอาข่าวจากสื่อโซเชียลมาให้ดูเราเผลอร้องไห้แต่เห็นเด็กตกใจเลยบอกว่าไม่ใช่ ๆ ยังไม่ใช่แถลงการณ์ พอ ๖ โมงเย็นไม่มีแถลงข่าวหรือแถลงการณ์อะไรเลย แอบโล่งใจจริง ๆ นะ คิดว่าท่านต้องผ่านวิกฤตแล้วแน่เลยเขาถึงตัดสินใจไม่แถลง”

คำเดียว
“ช่วงใกล้ ๆ ๑ ทุ่ม นักศึกษาคนหนึ่งเปิดวิทยุในโทรศัพท์ให้ฟัง ตอนนั้นคำพูดอื่น ๆ ไม่ได้ยิน ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงผู้ประกาศหรือเสียงนายกฯ ได้ยินแค่คำเดียวว่าเสด็จสวรรคต (นิ่งไป) ก็ร้องไห้ รู้สึกว่าเชือกบาง ๆ เส้นสุดท้ายที่เราพยายามดึงไว้ตลอดสองสามวันที่ผ่านมามันขาด มันไม่มีปาฏิหาริย์ มันไม่เป็นไปในทางที่เราคิดว่ายังไงท่านก็ต้องพ้นวิกฤต จากนั้นบอกให้เด็กเก็บข้าวเก็บของ บอกเขาว่ารีบกลับบ้านไปอยู่กับพ่อแม่ เราก็ขับรถออกมา พออยู่เงียบ ๆ ในรถแล้วก็ร้องไห้หนักช่วงติดไฟแดง ระหว่างขับรถเห็นแม่ค้าขายผัดไทยมือข้างหนึ่งก็ผัด อีกข้างก็ปาดน้ำตา มันเป็นความจริงที่เขาพูดกันว่าแม้ว่าชีวิตยังต้องไปต่อแต่ว่ามันเป็นความเศร้าที่จู่โจม พอถึงบ้าน (เสียงสั่น) เห็นพ่อกับแม่ร้องไห้ เราก็ร้องไห้ พยายามนั่งอยู่หน้าโทรทัศน์เพราะอยากเห็นพระองค์อื่น ๆ ว่าเป็นอย่างไร (ร้องไห้) เป็นห่วง”

ทำสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุด
“ออกจากบ้านพ่อกับแม่แล้วกลับเข้าบ้านตัวเอง ก็เข้าห้องพระไปสวดมนต์ สวดไปเรื่อย คงสวดมั่วไปบ้าง เราแค่อยากทำให้จิตใจสงบซึ่งหลังจากสวดมนต์ก็รู้สึกดีขึ้น จากนั้นไม่รู้จะทำอะไรเลยเปิดโทรทัศน์ไว้ นั่งแช่อยู่หน้าโทรทัศน์จนดึก เช้าวันที่ ๑๔ เราตื่นเช้ากว่าปกติ พยายามเปิดโทรศัพท์เพราะอยากจะหลอกตัวเองว่าข่าวเมื่อวานไม่เป็นความจริง แต่มันก็จู่โจมขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพราะมันคือความจริง เรารีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปทำงาน พอไปถึงที่ทำงานสักเก้าโมงครึ่งเขามีประกาศว่าเป็นวันหยุด แต่เราคุยและสอบถามนักศึกษาที่ต้องเรียนกับเราตอนบ่ายว่าวันนี้เป็นวันหยุด อยากกลับบ้านไปอยู่กับพ่อแม่ไหม เด็ก ๆ บอกว่าไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน เราจำได้ที่นายกฯ พูดเมื่อคืนว่าใครมีหน้าที่อะไรให้ปฏิบัติไป และท่านอธิการฯ บอกว่าถ้าใครมาแล้วอยากจะทำงานไม่ว่ากันเพราะประกาศหยุดมาช้ากว่าเวลาทำงาน เราเลยตัดสินใจสอน เราก็พยายามสอน พยายามบรรยายไป พยายามตลกกว่าเดิมซึ่งไม่รู้ว่าจริง ๆ ทำไปเพื่อใคร เพื่อเด็กหรือเพื่อตัวเอง ๒ ชั่วโมงนั้นคิดว่าตัวเองทำหน้าที่ได้ดีมาก ถ้ามองย้อนกลับไปคิดว่าวันนั้นสอนดีที่สุด เรารู้สึกว่าก็ต้องทำหน้าที่ ต้องทำสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุด”

 คนของพระราชา
“คิดว่าเราผ่านช่วงเวลานั้นมาได้เพราะหน้าที่การงาน งานเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่ากินข้าวได้ ยังยิ้มให้กับคนอื่น ๆ ได้ ไม่อยากอ่อนแอ อยากเป็นคนที่มีค่า ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นจริง ๆ ไม่ได้ฝืน เราพยายามทำงาน ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เหมือนที่เขาพูดกันว่าให้ซึมซับ เก็บแต่สิ่งดี ๆ ไว้ เราพรินต์รูปในหลวงตอนทรงงานและตอนที่ท่านกำลังแย้มพระสรวลอยู่ข้าง ๆ พระราชินี เอามาใส่กรอบไว้ที่บ้านเพื่อให้รู้สึกว่ามีทั้งส่วนครอบครัวและงานการที่ต้องรับผิดชอบ อยากบอกคนที่เสียใจว่าคุณไม่ได้เสียใจคนเดียวมีคนเสียใจเป็นเพื่อนกันเยอะแยะมากมายมหาศาล อยากให้รู้ว่าเมื่อท่านมองลงมาจากข้างบนท่านน่าจะอยากเห็นเรากลับมามีพลัง ทำอะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่า ท่านคงไม่อยากเห็นความทุกข์ของเราแน่ ๆ ในมุมหนึ่งอยากถวายกำลังใจให้กับพระเจ้าอยู่พระองค์ต่อไปและจะถวายความจงรักภักดีกับทุกพระองค์เหมือนเดิมทุกประการเพราะการได้ทำงานในสถานที่ราชการ ได้เงินเดือนที่เป็นภาษีของประชาชนแม้ว่าตัวเองจะไม่ได้โอกาสดีเป็นข้าราชการแต่ว่าได้ทำงานในสถานที่ราชการ ได้อยู่ใกล้พ่อแม่ ได้มีข้าวกิน มีบ้านหลังน้อย ๆ มีรถคันน้อย ๆ รู้สึกภูมิใจว่าเป็นเพราะได้ทำงานในที่ที่สร้างคน จริง ๆ งานทุกงานมีประโยชน์แต่มีคำที่เราต้องย้ำตัวเองเสมอ คำว่าราชภัฏ แปลว่าคนของพระราชา (เสียงสั่น) และเราก็เป็นคนในองค์นี้แปลว่าเราเป็นคนของพระราชา จะทำหน้าที่นี้ต่อไป”

 

หมายเหตุ สัมภาษณ์วันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

บันทึกความทรงจำของพสกนิกรไทยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ – ลำดับที่ ๕

“อีกเรื่องหนึ่งที่พอจะทำให้เราฟื้นได้คือเรามองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีใครฝืนได้ ถ้าวันนี้พ่อยังอยู่แต่เจ็บมาก เอาไหม เราไม่เอานะ ให้ท่านไปพักดีกว่า อย่าทำให้ตัวเองมีความสุขจากการเจ็บปวดของท่านเลย”
ปาณิสรา ปาลาศ (โบว์) อายุ ๓๕ ปี อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว, กรุงเทพฯ

 รับมือข่าวลือ
“วันที่ ๑๑ นั่งดูละครแล้วอยู่ ๆ ตัดเข้าข่าวด่วน เป็นแถลงการณ์จากสำนักพระราชวังฉบับที่ ๓๗ หรือเปล่าไม่แน่ใจ แถลงการณ์บอกว่าพระอาการท่านไม่ดีแล้ว ฟังแล้วตกใจมาก ทำอะไรไม่ถูกเลย มีทั้งเลือดเป็นกรด (ร้องไห้) ท่านต้องเจาะไขสันหลัง ใช้เครื่องช่วยหายใจถาวร ปอดไม่ดี มีภาวะไตวาย ชีพจรแผ่ว ฟังแล้วรู้สึกว่าอาการแบบนี้ไม่ใช่ละ พอวันที่ ๑๒ เริ่มมีการคุยกันในไลน์กลุ่มเรื่องข่าวลือว่าเรื่องท่านจะไปแต่เราไม่เชื่ออะไรทั้งสิ้น ที่ทุกคนพูด ๆ เราบอกไม่ ๆ ไม่ใช่ปฏิเสธนะแต่เราจะไม่แสดงออก จะไม่โพสต์อะไร ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่จะรอคือการแถลงจากสำนักพระราชวังหรือสำนักนายกเท่านั้น เราคิดบวกมาตลอด คิดบวกไม่ได้หมายถึงหลอกตัวเองนะ เราไม่เชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราคิดว่าสิ่งนั้นดีแล้ว กลัวมากแต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราพร้อมรับทุกอย่าง”

วันที่อาจไม่มีแถลงการณ์
“ค่ำวันที่ ๑๓ ที่ร้านเราจะจัดงานโปรโมทสินค้าตัวใหม่ ตอนกลางวันก็เริ่มมีข่าวลือว่าท่านสิ้น คือเราไม่รู้ว่าจะต้องรีบบอกกันทำไม มันจำเป็นแค่ไหนที่ต้องแข่งกันว่าฉันรู้ก่อน บางคนโพสต์ข้อความตั้งแต่สาย ๆ ว่าวันนี้ประเทศต้องหลั่งน้ำตาทั้งแผ่นดิน ทำเพื่ออะไร ตอน ๔ โมงเย็นเราก็รอแถลงจากนายกแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราก็ทำงานของเราไป ทุกอย่างมันเงียบ น้องที่นั่งทำงานให้เราก็นิ่ง เราทำงานไปน้ำตาคลอไป เรากลัวมาก บอกตรง ๆ ว่าไม่ค่อยอยากรู้ อยากให้แถลงข่าวดีด้วยซ้ำ ยิ่งตอนเขาเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ ก็ดีใจว่าไม่มีแถลงแล้วมั้ง อาจจะยกเลิกแถลงแล้วก็ได้ เอาตรง ๆ ตอนนั้นไม่ว่าจะทำอะไรน้ำตาไหลตลอดเวลา เป็นวันที่ไม่ปกติเลย รู้สึกกลัวมาก เป็นเวลาที่ยาวนาน เราเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ ไม่เปิดเพลงในร้านทั้ง ๆ ที่กำลังจะมีงานนะ พอเวลาผ่านไปสี่โมงก็แล้วหกโมงก็แล้ว มันเหมือนเป็นน้ำที่หล่อเลี้ยงเราว่าอาจจะไม่มีละ”

๑๓ ตุลาคม เวลาหนึ่งทุ่ม
“พอหนึ่งทุ่มทุกอย่างมันก็เงียบลง ตอนนั้นลูกค้านั่งกันเต็มทุกโต๊ะเพราะจะมางานที่เราจัด เราเปิดโทรทัศน์ดูด้วยกัน ทุกคนนั่งดูเงียบ  ๆ สักพักในโทรทัศน์มีผู้ชายพูดตะกุกตะกัก พอเขาพูดคำนึงออกมาปุ๊บมันเหมือนปิดระบบเราทุกอย่างเลย หลังจากนั้นเราไม่ได้ยินอะไรแล้ว เราปิดหน้า ยืนร้องไห้อยู่หน้าโทรทัศน์สักพัก หันกลับมาเห็นลูกค้าร้องไห้ บางคนเขาก็กอดกัน บางคนก็ปล่อยโฮ ระหว่างนั้นเราแจ้งยกเลิกวงดนตรีที่จะเข้ามาตอนสองทุ่ม ส่วนลูกค้าใครจะอยู่ก็นั่งต่อ ใครจะกลับก็เช็คบิล แต่ตอนนั้นที่ร้านเราไม่มีใครกลับ เรารู้นะว่าทำไมไม่กลับ ทุกคนยังอยากมีเพื่อนน่ะ ถ้ากลับไปบ้านแล้วอยู่คนเดียวมันคงแย่มากนะ (ร้องไห้)”

บรรเลงบทเพลงของพ่อ
มีลูกค้าคนหนึ่งที่สนิทกันเขาหิ้วแซกโซโฟนมาบอกเราว่าตอนเวลา ๓ ทุ่มขอเป่าเพลงพระราชนิพนธ์ได้ไหม (ร้องไห้) เราก็บอกว่าขอบใจนะ พอใกล้ ๆ จะ ๓ ทุ่ม เราขึ้นไปพูดในฐานะตัวแทนร้าน เราพูดว่า วันนี้มีเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราแต่อย่างหนึ่งที่เรารู้ว่าท่านปฏิบัติมาตลอดและท่านคงอยากให้ลูก ๆ อย่างพวกเราทำตาม ตอนนั้นเราฝากไว้ 3 เรื่องเท่าที่จำได้ คือ เรื่องความสามัคคี เราว่ามันถึงเวลาแล้ว ถึงแม้จะไม่ทันทำให้ทันเห็นในช่วงชีวิตของท่านแต่เรายังทำได้ เรื่องที่สองคือ ความดี เราบอกทุกคนว่าท่านไม่ได้จากไปไหน ถ้าอยากอยู่ใกล้ท่านให้ดำเนินรอยตามสิ่งที่ท่านสอนแล้วจะรู้สึกใกล้ชิดกับท่านมากที่สุดและจะค่อย ๆ เข้าใจสิ่งที่ท่านสอน เรื่องที่สามเหมือนตอนที่ฟังนายกฯ พูดคือ หน้าที่ของเรา เราทำอะไรอยู่ มีหน้าที่มีการมีงานให้ทำต่อไป เรามาช่วยกันทำให้ประเทศก้าวหน้าไปด้วยกัน หลังจากนั้น น้องเขาก็เป่าเพลงพระราชนิพนธ์สองเพลงคือชะตาชีวิตกับแสงเทียน เป่าแบบกระท่อนกระแท่นเพราะเป่าไปร้องไห้ไป”

 เรียนรู้และฟื้นฟูใจ
“ช่วงแรก ๆ ร้องไห้ตลอดเวลา วันที่ ๑๔ มีนัดไปพักผ่อนกับครอบครัวที่เชียงราย คิดว่าเราโชคดีตรงนั้นด้วยเพราะเราได้กำลังใจ การที่เราสูญเสียพระเจ้าแผ่นดินที่เรารักที่สุด แต่เรายังมีพ่อกับแม่ที่เรารักซึ่งยังอยู่กับเราเลยเหมือนได้ฟื้นฟูใจ ตอนเจอเรากอดท่านแน่นเลย ยิ่งท่านอยู่มานานกว่าเราคงรู้สึกสูญเสียหรือเคว้งกว่าเราด้วยซ้ำ แต่เราไม่เข้าเฟซบุ๊กเลย เราจำได้ว่าวันแรกคนก็โศกเศร้า วันศุกร์ยังเศร้ากันอยู่ พอวันเสาร์เริ่มทะเลาะกันว่าทำไมไม่ชุดแต่งดำ เราว่าเป็นสิ่งที่พ่อคงไม่อยากให้เกิดขึ้นน่ะ เราเข้าใจว่าคนเรามีวิธีการทำใจต่างกัน หลาย ๆ คนอาจจะเขียนอำลา หรือการบอกว่าเขาเศร้าแค่ไหน แต่เราไม่แสดงออกอะไรมาก ร้องไห้มันก็ร้องอยู่แล้วล่ะ แต่เวลาเราโพสต์ในโซเชียลเราจะโพสต์เรื่องดี ๆ ของท่าน ไปไล่อ่านไล่ดูคลิปของท่าน ทำให้ค่อย ๆ กลับมามองว่าจริง ๆ แล้วคนไทยหรือแม้กระทั่งตัวเราเองไม่เคยรู้จักท่านมากขนาดนี้เลย ทั้งที่มีเวลามาตลอดชีวิตจนถึงวันที่ท่านจากไปเราถึงจะค่อยย้อนไปทำความรู้จัก ถ้าถามว่าเป็นเรื่องดีไหมล่ะที่อย่างน้อยตอนนี้เรากำลังค่อย ๆ ได้เรียนรู้ถึงแม้ว่ามันจะผ่านไปแล้ว บางคลิป บางภาพที่เราไม่เคยเห็น ไม่เคยสนใจถูกนำออกมาเผยแพร่ ตอนนี้ทุกคนเหมือนเข้าไปใกล้ชิดท่านที่สุด อีกเรื่องหนึ่งที่พอจะทำให้เราฟื้นได้คือเรามองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีใครฝืนได้ ถ้าวันนี้พ่อยังอยู่แต่เจ็บมาก เอาไหม เราไม่เอานะ ให้ท่านไปพักดีกว่า อย่าทำให้ตัวเองมีความสุขจากการเจ็บปวดของท่านเลย ท่านตรากตรำทำงานมาเหนื่อยมากแล้วนะ ท่านเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ทำงานหนักมาตลอด อยู่มา ๘๙ ปี ลุยไปที่นั่นที่นี่ ใช้ชีวิตคุ้มแล้ว ในหลวงไม่ใช่คน ๆ เดียวที่ควรจะพัฒนาประเทศไทย ทุกคนต่างหาก ท่านทำมา ๗o ปี อุ้มด้วยบ่าของท่านเอง เราว่ามันเหนื่อยมากแล้ว (ร้องไห้) พอเลย ให้ท่านได้พัก ได้ไปเสวยทิพย์ หรือได้ไปอยู่ในสิ่งที่ท่านสร้างมา ให้ท่านได้ไปมีความสุขตรงนั้น ส่วนคนอื่นที่ยังมีหน้าที่ที่ท่านฝากงานไว้ หรืองานของเราที่จะเป็นประโยชน์กับสังคมทำไปดีกว่า เรามองอย่างนี้นะ”

 ตลอดมา…ตลอดไป
“เมื่อถึงเวลาทุกคนก็ต้องไปไม่ว่ากษัตริย์หรือคนธรรมดา เราจะพยายามไม่ลากเข้าดราม่า ไม่ลากว่าเสียใจที่ต่อไปนี้จะไม่มีรัชกาลที่ ๙ แล้ว แผ่นดินนี้จะขาดท่านอะไรทำนองนี้ เพราะว่าก่อนรัชกาลที่ ๙ ก็รัชกาลที่ ๘ ก่อนนั้นก็รัชกาลที่ ๗ ทุกอย่างมันต้องดำเนินไป เรามองว่าท่านไม่ไปไหนหรอก อย่างรัชกาลที่ ๕ ไหมก็ยังเป็นรูปที่มีทุกบ้านอยู่นะ รัชกาลที่ ๕ ท่านทำอะไรไว้ท่านก็จะยังถูกนึกถึงเป็นเรื่องเล่า เป็นเรื่องราวที่จะยังคงอยู่ ยังจะมีหนังสือถึงท่าน ธนบัตรก็ยังมีรูปท่าน ในหลวงท่านไม่ได้จะหายไปไหน เพียงแต่ว่าถ้าอยากอยู่ใกล้ท่านที่สุดให้ลองดำเนินตามรอยพระราชดำริท่าน เราเชื่อว่ามันจะไม่ไปไหน คำสอน ความดี หรือแม้กระทั่งคำสอนถ้าไม่ปฏิบัติก็ไม่เกิดเป็นรูปธรรม ความดีก็พูดกันไปเป็นนามธรรม แต่สิ่งที่ท่านสร้างก็เห็นเป็นรูปธรรมอยู่แล้ว เศร้าไปเถอะ เศร้าได้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้นแต่อย่าไปเว้าวอนถึงขั้นอยากจะดึง อยากจะรั้งให้มันกลับมา เราต้องเดินหน้าต่อ เราต้องภูมิใจกับสิ่งที่ท่านได้ทำไว้ เรามาช่วยกันพัฒนาประเทศดีกว่า”

 

หมายเหตุ สัมภาษณ์วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙

บันทึกความทรงจำของพสกนิกรไทยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ – ลำดับที่ ๔

“ตอนนี้น้ำตาที่ไหลเป็นความรู้สึกคิดถึงที่เข้ามาแทนความเศร้า รู้สึกว่าเราโชคดีกันมาก ยิ่งดูก็ยิ่งตั้งคำถามทุกครั้งว่าจะมีกษัตริย์ที่ไหนที่ทำให้ประชาชนขนาดนี้”
ชินตา ช่วยเพ็ชร (ชิน) อายุ ๓๗ ปี อาชีพ กราฟิก ดีไซน์เนอร์, บอสตัน สหรัฐอเมริกา

 เช้าวันที่ ๑๓ ตุลาคม ณ บอสตัน
“อยู่ที่นี่เราไม่ค่อยได้อัพเดทข่าวคราวว่าที่เมืองไทยเป็นยังไง แต่ก่อนหน้านั้นวันสองวันแฟนเราซึ่งกลับไปเมืองไทยส่งข้อความมาบอกว่ามีข่าวลือเรื่องการสวรรคตของในหลวงเยอะมากแต่เราก็ยังไม่เชื่อขอรอแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ วันที่ ๑๓ พอตื่นเช้ามาซึ่งน่าจะเป็นเวลาค่ำที่เมืองไทย เราคิดอะไรไม่รู้อยู่ ๆ ก็เปิดโทรทัศน์ ณ ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าที่เมืองไทยมีคนไทยรอฟังข่าวเวลา ๑ ทุ่มกันอยู่ พอเปิดปุ๊บก็เจอข้อความประกาศสำนักพระราชวัง ถึงจะยังไม่ได้แถลงอะไรแต่แค่เห็นจอดำเราก็ร้องไห้ทันทีคิดว่าเขาคงไม่ปรับจอให้เป็นสีดำเพราะเรื่องอื่น วินาทีนั้นที่คิดถึงบ้านมากที่สุด โทรไปร้องไห้กับแม่ที่นิวยอร์ก โทรคุยกับแฟน คิดถึงบ้านที่เมืองไทย โทรหาคนที่บ้านที่นครปฐม เขาก็ร้องไห้กัน คุยกันไม่นานเพราะเราคุยไม่ไหว หลังจากนั้นก็ไม่อยากไปไหนเลย ได้แต่นั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ โชคดีที่วันนั้นนั่งทำงานที่บ้านถ้าต้องไปทำงานคงไม่ไหวจริง ๆ”

หัวใจของคนไกลบ้าน
“เราอยู่ไม่ห่างจากหน้าจอโทรทัศน์เพราะเป็นสิ่งเดียวที่สามารถเชื่อมเรากับที่เมืองไทยได้ คิดว่าคงมีรายการข่าวหรืออะไรที่ทำให้เรารู้ว่าที่เมืองไทยตอนนี้เป็นยังไง เราเปิดโทรทัศน์ไว้ทั้งวัน อยากดูพระราชกรณียกิจ ดูวนไปวนมากี่รอบก็ได้ เปิดไว้ไม่อยากปิด ไม่อยากให้บ้านเงียบ และอยากอยู่ใกล้ให้มากที่สุดซึ่งก็มีแค่โทรทัศน์ ไม่สามารถจะใกล้ได้เท่ากับคนที่อยู่เมืองไทย รู้สึกว่าขนาดเราอยู่ไกลเรายังเศร้ามากขนาดนี้แล้วคนที่อยู่เมืองไทยจะรู้สึกมากขนาดไหน”

พ่อของฉันเกิดที่นี่
“เราไม่ได้ไปวันที่คนไทยในบอสตันนัดรวมตัวกันที่ภูมิพล สแควร์ ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปแต่เราไม่ไหวจริง ๆ ถ้าเราไปไม่รู้ว่าจะสามารถกลับมาโฟกัสเรื่องงานได้หรือเปล่าเลยทำงานให้เสร็จแล้วพอวันศุกร์ตัดสินใจขับรถไปคนเดียว การที่ไปตรงจตุรัสนั้นเหมือนกับเป็นสถานที่ที่สามารถจะใกล้ชิดพระองค์มากที่สุดเพราะมันเป็นความรู้สึกของเราว่าท่านเกิดที่เมืองนี้ มีสัญลักษณ์ของท่านอยู่ตรงนั้น    ไปถึงแค่วางดอกไม้และก้มลงกราบน้ำตาก็ไหลแล้ว ทั้งที่ไม่ได้คิดว่ามันจะเข้าไปถึงความรู้สึก แต่พอไปถึงมันรู้สึกได้จริง ๆ  ระหว่างนั้นมีคนท้องถิ่นที่เดินผ่านเขาสงสัยว่าทำไมคนมาวางดอกไม้เยอะมากทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนในเมืองนี้แต่เขาไม่เคยรู้ที่มาที่ไป เราอธิบายให้ฟังว่าที่นี่เป็นสถานที่เกิดของพระมหากษัตริย์ไทยและท่านสวรรคตคนเลยมาถวายความเคารพและความอาลัย เขาถามต่อด้วยความแปลกใจว่าทำไมถึงมีคนมาแสดงความเคารพเยอะขนาดนี้ จนเราอธิบายว่าทุกความรู้สึกที่คนมาตรงนี้เหมือนกับคนที่สูญเสียพ่อของตัวเองไป เขาขอบคุณที่เราแชร์เรื่องราวให้ฟัง เขารู้สึกสนใจมากบอกว่าเขาคงต้องศึกษามากขึ้น”

สุขยามเศร้า
“หลังจากวันนั้นดูข่าวทีไรก็คิดถึงพระองค์ท่าน แค่คิดว่าต่อไปนี้จะเห็นแค่รูปภาพก็เสียใจแล้ว เมื่อก่อนเราไม่เคยตั้งใจดูรายการเกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจขนาดนี้เลย มันเป็นสิ่งที่เยียวยาความรู้สึกนะ ดูแล้วมีความสุขจริง ๆ เราเปิดดูทุกวันเลย ตอนนี้น้ำตาที่ไหลเป็นความรู้สึกคิดถึงที่เข้ามาแทนความเศร้า รู้สึกว่าเราโชคดีกันมาก ยิ่งดูก็ยิ่งตั้งคำถามทุกครั้งว่าจะมีกษัตริย์ที่ไหนที่ทำให้ประชาชนขนาดนี้ คงหากษัตริย์องค์ไหนแบบท่านไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่ท่านทำมันสะท้อนออกมาจากตัวท่านเอง ไม่ได้เกี่ยวว่าท่านเป็นราชวงศ์ ต่อให้ท่านเป็นคนธรรมดาเราก็รักและเคารพท่าน”

 

หมายเหตุ สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๙

 

 

บันทึกความทรงจำของพสกนิกรไทยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ – ลำดับที่ ๓

“สิ่งที่ทำให้เชื่อ ทำให้เรารู้สึกมากขนาดนี้คือสิ่งที่ท่านทำมาโดยตลอด หลังจากที่ท่านสวรรคตแล้วเราก็ได้รู้เรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้นเลยเป็นเหตุผลที่ทำให้มาอยู่ตรงนี้”
รักษิณา ประมวลกุล (ดรีม) อายุ 22 ปี อาชีพ พาร์ทไทม์ (เพิ่งจบการศึกษาจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) , พัชราภรณ์ โพธิ์ไกร (แป้ง) อายุ 22 ปี อาชีพ พาร์ทไทม์ (เพิ่งจบการศึกษาจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร)

 ข่าวร้ายเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม
“เราสองคนทราบข่าวช่วงบ่ายแก่ ๆ พี่ที่ทำงานเดินเข้ามาแจ้งข่าวตาแดง ๆ ดรีมเกิดความรู้สึกหนักอึ้งครั้งแรกที่สุดที่เคยสัมผัสมา    อยู่ดี ๆ เหมือนทุกอย่างหยุดชะงัก ทุกคนไม่รู้จะทำยังไงต่อไป พี่ในที่ทำงานเริ่มร้องไห้ บรรยากาศในห้องทำงานยิ่งเริ่มหนักอึ้ง เหมือนมีอะไรกดทับอยู่ซึ่งบอกไม่ได้ว่าคืออะไร ตอนที่ได้ยินข่าวรู้สึกเหมือนฝันไปมากกว่า คิดว่าคงไม่จริงหรอกถึงแม้บรรยากาศหนักอึ้งที่เราเจอมันจะเป็นของจริง ตอนค่ำระหว่างที่เดินกลับหอพักแถวศิริราชเดินผ่านคนเยอะแยะที่ใส่เสื้อชมพูกับเสื้อเหลือง พวกเขาเดินไปร้องไห้ไป เมื่อถึงที่พักแล้วอยู่ดี ๆ ก็รู้สึกอยากร้องไห้เลยร้องไห้แล้วก้มกราบหน้าโทรทัศน์ จากนั้นโทรหาพ่อกับแม่ว่าเป็นยังไงบ้าง เสียงเขาก็สั่น ๆ แต่คิดว่าน่าจะทำใจกันมาระดับหนึ่งแล้ว คืนนั้นจำไม่ค่อยได้เลยและไม่รู้จะทำอะไรนอกจากร้องไห้ ไม่ค่อยอยากนอน จำไม่ได้ว่าหลับไปตอนกี่โมง ยิ่งเห็นเรื่องของท่านยิ่งทำให้รู้สึกว่าเราสูญเสียอะไรไปบ้าง มันหนักอึ้งและเพิ่มความเศร้าไปอีกเลยนัดกับเพื่อนว่าพรุ่งนี้จะไปส่งท่านเป็นครั้งสุดท้าย”

 คนดีที่จากไป
“แป้งจำได้ว่าคืนนั้นพอถึงห้องก็รีบโทรหาแม่ พอแม่รับโทรศัพท์ก็ร้องไห้ แม่สะอื้นแล้วพูดออกมาว่าคนดี ๆ จากไปอีกแล้ว แล้วก็ร้องไห้หนัก แป้งเลยให้แม่ร้องไห้ หลังจากที่วางสายเหมือนจะมีภาพพระองค์ตลอดเวลา มันเหมือนเป็นห้วงที่เรานั่งอยู่อย่างนั้น เปิดโทรทัศน์ พอฟังประกาศเสร็จก็เป็นภาพพระองค์ผ่านไปผ่านมา เรานั่งอยู่หน้าจออย่างนั้นไม่รู้นานเท่าไหร่ ภาพก็ไหลมาเรื่อย ๆ ไม่หยุด”

สะอื้นอำลา ๑๔ ตุลาคม
“ตอนนั้นดรีมจำได้ว่ามีรถตำรวจนำขบวนมาคันหนึ่งก่อนแล้วก็เป็นรถคันใหญ่ ตอนนั้นดรีมมองแต่รถสีฟ้าเทาคันนั้น คันที่กระจกรอบข้างไม่เห็นอะไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีใครอยู่ในนั้นบ้าง บริเวณนั้นมันเงียบ เขาเตรียมให้พูดว่าขอน้อมทูลเสด็จสู่สวรรคาลัยแต่ตรงที่เราอยู่ไม่มีใครพูดเลยมีเสียงคนสูดหายใจเหมือนสะอื้น เสียงเงียบกริบ พอเริ่มสะอื้นมาคนหนึ่งจากนั้นก็ร้องไห้ตามกัน วันที่ ๑๓ ดรีมคิดว่าเจอมาหนักอึ้งแล้ว พอวันนี้มันเป็นของจริง แม้จะมองไม่เห็นอะไรในรถคนนั้นแต่เรารู้ว่าเป็นท่าน”

 รักคนสร้าง
“ถ้าถามว่าทำไมคนรุ่นเราถึงเชื่อ ถึงรู้สึกผูกพันและรักในหลวงทั้ง ๆ ที่ตอนที่โตมาไม่ค่อยได้เห็นพระองค์เสด็จออกมาทรงงานแล้ว   ดรีมว่าแรกเริ่มน่าจะรู้สึกมาจากครอบครัวที่ปลูกฝังให้เรารักในหลวง แต่สิ่งที่ทำให้เชื่อ ทำให้เรารู้สึกมากขนาดนี้คือสิ่งที่ท่านทำมาโดยตลอด หลังจากที่ท่านสวรรคตแล้วเราก็ได้รู้เรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้นเลยเป็นเหตุผลที่ทำให้มาอยู่ตรงนี้ อยากมาสนามหลวงทุกวัน ยิ่งรู้สึกว่ายิ่งรู้อะไรต่าง ๆ ยิ่งเสียดายที่ไม่รู้ให้เร็วกว่านี้ เคยคุยกับเพื่อน ๆ ว่าเสียดายที่เราไม่ได้เกิดมาในยุคก่อนหน้าที่เห็นพระองค์ท่านทำอะไรบ้าง เราเกิดและโตมาในยุคที่บ้านเมืองค่อนข้างสมบูรณ์พร้อมแล้ว แต่ดรีมรู้สึกว่าเราอยู่ในโลกที่พระองค์สร้างมาแล้ว เราก็คิดว่าจะรักโลกใบนี้ และจะรักคนที่สร้างโลกนี้ให้เราด้วย”

ความยิ่งใหญ่ของผู้ชายคนหนึ่ง
“แป้งรู้สึกว่าสำหรับในโลกของคนรุ่นเราแม้จะไม่ได้เห็นพระองค์ออกมาข้างหน้าแต่ทุกสิ่งที่พระองค์สร้างมันทำให้แทรกซึมอยู่ในทุกอณูที่ประกอบเป็นโลกของเรา ถึงแม้พระองค์จะไม่ได้ออกมายืนข้างหน้าแต่เราก็รู้ว่าเป็นสิ่งที่พระองค์สร้าง จริง ๆ แล้วเรื่องราวของพระองค์ค่อย ๆ ซึมเข้ามาในความทรงจำของเราเหมือนเพลงรูปที่มีทุกบ้านน่ะ ถ้าพูดถึงความรักของคนหนุ่มสาวเหมือนเราเห็นหน้ากันทุกวัน เราผูกพัน แล้วยิ่งเราได้รู้เรื่องราวของพระองค์ทุกวัน ถ้าพูดถึงรุ่นปู่ย่าตายายเขารักขนาดไหนเขาถึงจำความทรงจำ ความรู้สึกที่มีต่อในหลวงได้แล้วมาเล่าให้ฟังว่าเขาดีอย่างนั้นอย่างนี้เราก็แค่บอกว่าดีจังนะแม้จะยังไม่รู้สึกแต่ก็ซึมซับทุกวันจนโตพอที่จะรู้จนคิดได้ว่าโลกที่เรายืนอยู่มีคนสร้างมาให้เรา เหมือนทุกอย่างมันสงบสุขได้ด้วยทฤษฎีของพระองค์ ทุกสิ่งที่พระองค์คิดไว้สามารถทำได้จริง คน ๆ หนึ่งจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนจนทำให้ทุกคนรู้สึกขนาดนี้ ผลงานของพระองค์ สิ่งที่พระองค์สร้างขึ้นทำให้เรารับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ของมนุษย์คนหนึ่งจริง ๆ นะ”

 

หมายเหตุ สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๙

บันทึกความทรงจำของพสกนิกรไทยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ – ลำดับที่ ๒

“มันคือวิกฤตของชาติ มันคือความสูญเสีย ตั้งแต่เกิดมานี่คือความสูญเสียครั้งที่ใหญ่ที่สุด ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไงแต่นาทีนี้นี่คือใหญ่ที่สุดแล้ว และไม่คิดว่าจะมีวันนี้ ไม่คิดว่าชั่วชีวิตเราจะเจอเหตุแบบนี้”
อรรถวุฒิ เกิดหิรัญ (เอ๋) อายุ ๔๒ ปี อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว, กรุงเทพฯ

 อยากให้ข่าวลือไม่เป็นจริง
“ช่วงก่อนวันที่ ๑๓ บรรยากาศรอบตัวมันหดหู่ ยิ่งมีข่าวลือ ข่าวไม่ดีออกมาทำให้คิดไปต่าง ๆ นานา เพื่อน ๆ ที่สนิทกันก็ส่งข่าวผ่านช่องทางต่าง ๆ มันยิ่งเพิ่มบรรยากาศความกดดัน ความไม่สบายใจ ไม่สบายตัว บรรยากาศมันแย่ ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร เราไม่รู้จะแสดงออกยังไงเลยรวมตัวกันสวดมนต์สารพัดบท ไปทำบุญ ให้อาหารปลา ใช้ความเชื่อในศาสนา ถวายสังฆทาน นั่งสมาธิ วิปัสสนา ทำทุกวิถีทางที่เราทำได้ ทำเพราะอยากให้ข่าวลือไม่เป็นจริง อยากให้ในหลวงอยู่กับเรานาน ๆ  (เสียงสั่น) ตอนนั้นไม่เผื่อใจ มีความหวัง ทำด้วยความหวัง อยู่ด้วยความหวัง”

ความหวังในวันอันยาวนาน
“มันเป็นวันที่ยาวนานมาก ยาวนานที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมา รอว่าตอนหนึ่งทุ่มเขาจะประกาศอะไร เขาจะแถลงการณ์อะไร ทำไมมันน่าหดหู่ มองอะไรก็ไม่สวยงามเลย เรามาถึงศิริราชตอนเย็น ๆ พอเห็นคนใส่เสื้อสีชมพูมาสวดมนต์ทำให้ใจชื้นขึ้นมาเลยเพราะเสียงสวดมนต์ดังมาก เพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีมหาราชากึกก้อง คนยังมีความหวัง ก่อนเวลาหนึ่งทุ่มที่ศิริราชไม่เศร้าเลยเราสัมผัสได้ ทุกคนมาด้วยความหวัง พลังของคนที่ศรัทธาในสิ่งเดียวกัน รักในสิ่งเดียวกัน เชื่อในสิ่งคล้าย ๆ หรือเหมือนกันมันน่าขนลุก เราสวดมนต์และยิ้ม เราบอกเพื่อน ๆ และคนที่สนิทกันว่าไม่ต้องเชื่อข่าวลืออะไรเลย เชื่อใจตัวเรา และเชื่อพลังที่เราส่งให้พระเจ้าอยู่หัว ถ้าทุกคนหมดพลังใจแล้วจะส่งไปให้พระองค์ที่ประชวรอยู่ได้ยังไง เราต้องเข้มแข็งพอ ถามว่าหวั่นไหวไหม แน่นอน แต่เราต้องรวมใจ”

ค่ำวันที่ ๑๓ ตุลาคม
“พอหนึ่งทุ่มทุกคนก็ร้องไห้โหยหวน เป็นการฟังเสียงคนร้องไห้ที่มันดังที่สุดในชีวิต มันกึกก้องมาก เจ็บปวดมาก ไม่รู้จะอธิบายยังไง เหมือนฟ้ามันมืด ใจสลาย (เสียงขึ้นจมูก) พูดอะไรไม่ถูก พี่ป้าน้าอาบริเวณนั้นตะโกนกันว่าพระเจ้าอยู่หัวทิ้งเราไปแล้วอะไรประมาณนี้ คำพูดของคนเยอะ ๆ มันยิ่งกดความรู้สึกของคนตรงนั้น เราอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต้องออกมาจากบริเวณนั้นเพราะมันหดหู่มาก ทุกหย่อมหญ้ามีคนร้อง (ร้องไห้) ที่ทำให้รู้สึกแย่กว่านั้นอีกเมื่อเห็นคุณพยาบาลของศิริราชยืนกันเป็นกลุ่มใหญ่ เขายืนสง่ามาก ยืนหลังตรง เขาครองสติแต่ร้องไห้หมดเลย ผู้เฒ่าผู้แก่กอดรูปพระเจ้าอยู่หัวแล้วซบหน้าร้องไห้ เราเดินออกมาเจอทหาร ตำรวจแต่งชุดเต็มยศร้องไห้แบบเก็บเสียงแต่น้ำตาไหลเยอะมาก เห็นแล้วไม่รู้จะพูดยังไงเลย เหตุการณ์ครั้งนี้มันคือวิกฤตของชาติ มันคือความสูญเสีย ตั้งแต่เกิดมานี่คือความสูญเสียครั้งที่ใหญ่ที่สุด ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไงแต่นาทีนี้นี่คือใหญ่ที่สุดแล้ว และไม่คิดว่าจะมีวันนี้ ไม่คิดว่าชั่วชีวิตเราจะเจอเหตุแบบนี้”

 ร่วมทุกข์แล้วลุกขึ้น
“ตั้งแต่ ๑๔ ตุลา วันที่พระบรมศพเคลื่อนผ่าน เราก้มกราบแล้วเงยหน้ามาพอเห็นรถทุกคนก็ร้องไห้ แม้จะเสียใจแต่เราตั้งใจมาที่สนามหลวงทุกวัน มาให้รู้ว่าเรารักท่านแค่ไหน เราทำอะไรไม่ได้มากกว่าการมาอยู่ใกล้ ๆ คือ ใกล้วังที่พระบรมศพท่านอยู่ อยากให้กำลังใจพระบรมวงศานุวงศ์ด้วย มาเพื่อเผื่อมีอะไรที่เราช่วยได้ อยากมาร่วมทุกข์กับคนไทย พอมาแล้วรู้เลยว่าเราจะไม่อ่อนแอไปกว่านี้เพราะเห็นพลังคนของที่อยากทำอะไรดี ๆ ให้พระองค์ท่านมันก็มีแรงฮึดขึ้นมา เรารู้สึกว่ายิ่งถ้าอยู่บ้านมันยิ่งเศร้า เลยออกมาทำโน่นทำนี่ มาหยิบจับอะไร มาลงนามถวายอาลัย มาทำอะไรก็ตามดีกว่าจมอยู่คนเดียว มาเห็นคนที่เขาหัวอกเดียวกับเรา”

 

หมายเหตุ สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๙