บันทึกความทรงจำของพสกนิกรไทยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ – ลำดับที่ ๖

“เราก็พยายามสอน พยายามบรรยายไป พยายามตลกกว่าเดิมซึ่งไม่รู้ว่าจริง ๆ ทำไปเพื่อใคร เพื่อเด็กหรือเพื่อตัวเอง ๒ ชั่วโมงนั้นคิดว่าตัวเองทำหน้าที่ได้ดีมาก ถ้ามองย้อนกลับไปคิดว่าวันนั้นสอนดีที่สุด เรารู้สึกว่าต้องทำหน้าที่ ต้องทำสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุด”
โชติกา ลิลา (แอ้ม) อายุ ๓๘ ปี อาชีพ อาจารย์มหาวิทยาลัย, นครสวรรค์

 ใจคอไม่ค่อยดี
“หลายวันก่อนหน้านั้นดูแถลงการณ์เกี่ยวกับพระอาการของในหลวงแล้วรู้สึกใจคอไม่ดี ทั้งไม่ตอบสนองยา เลือดเป็น กรด แต่หลอกตัวเองว่าในหลวงอยู่กับหมอที่เก่งที่สุดในทุก ๆ ด้าน คุณหมอต้องมารวมกันเพื่อถวายการรักษาอย่างดีที่สุดอยู่แล้ว แต่ประมาณวันที่ ๑๑ หรือ ๑๒ มีคำสั่งของมหาวิทยาลัยว่าขอให้เลื่อนกำหนดการพระราชปริญญาบัตรปีนี้ไปก่อนแบบไม่มีกำหนด กำหนดเดิมคือวันที่ ๒๙ ตุลาคม นักศึกษาก็เข้ามาถามเราว่าจริงไหมเพราะเขาต้องเตรียมทำซุ้มรับปริญญา ซ้อมบูมให้รุ่นพี่ เราก็ได้แต่บอกว่าเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดอาจจะหมายถึงอีกสองวันหรืออีกสองสัปดาห์ก็ได้ ระหว่างนี้จะได้มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น คือด้วยความเป็นครูเรารู้สึกว่าเด็กออกจากบ้านมา พ่อแม่เขาส่งต่อให้เราแล้ว เราต้องคุมสถานการณ์ให้อยู่ และต้องคิดไปในทางบวกก่อนว่าสมเด็จพระบรมฯ อาจจะติดภารกิจ ไปต่างประเทศด่วนหรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่ความจริงสิบปีที่ทำงานตรงนี้มาพระองค์ไม่เคยเลื่อนแม้แต่ครั้งเดียว”

๑๓ ตุลาคม
“วันนี้รู้เลยว่าทำงานแบบสติไม่ค่อยดี โชคดีว่าเป็นช่วงเป็นวิชาสัมมนาเลยไม่ได้บรรยายสอนแบบปกติถ้าอย่างนั้นคงพูดไม่รู้เรื่อง ช่วงเย็นนัดเด็กมาซ้อมละครตามปกติ เราเริ่มวางบล็อกเวทีกัน เรารู้ข่าวว่าตอนเย็นจะมีแถลงการณ์แต่ใจเราคิดว่าต้องมีการแถลงข่าวทุกวันอยู่แล้ว คิดว่ารัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้ข่าวลือออกไปเยอะ ดังนั้น เขาต้องควบคุมข่าวเองด้วยการให้ข่าวเอง คิดว่าคงเป็นแถลงการณ์ตามปกติ ก็อยู่ที่ห้องซ้อมละครกับนักศึกษาตั้งแต่ ๔ โมงเย็น ระหว่างนั้นเด็ก ๆ เริ่มเอาข่าวจากสื่อโซเชียลมาให้ดูเราเผลอร้องไห้แต่เห็นเด็กตกใจเลยบอกว่าไม่ใช่ ๆ ยังไม่ใช่แถลงการณ์ พอ ๖ โมงเย็นไม่มีแถลงข่าวหรือแถลงการณ์อะไรเลย แอบโล่งใจจริง ๆ นะ คิดว่าท่านต้องผ่านวิกฤตแล้วแน่เลยเขาถึงตัดสินใจไม่แถลง”

คำเดียว
“ช่วงใกล้ ๆ ๑ ทุ่ม นักศึกษาคนหนึ่งเปิดวิทยุในโทรศัพท์ให้ฟัง ตอนนั้นคำพูดอื่น ๆ ไม่ได้ยิน ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงผู้ประกาศหรือเสียงนายกฯ ได้ยินแค่คำเดียวว่าเสด็จสวรรคต (นิ่งไป) ก็ร้องไห้ รู้สึกว่าเชือกบาง ๆ เส้นสุดท้ายที่เราพยายามดึงไว้ตลอดสองสามวันที่ผ่านมามันขาด มันไม่มีปาฏิหาริย์ มันไม่เป็นไปในทางที่เราคิดว่ายังไงท่านก็ต้องพ้นวิกฤต จากนั้นบอกให้เด็กเก็บข้าวเก็บของ บอกเขาว่ารีบกลับบ้านไปอยู่กับพ่อแม่ เราก็ขับรถออกมา พออยู่เงียบ ๆ ในรถแล้วก็ร้องไห้หนักช่วงติดไฟแดง ระหว่างขับรถเห็นแม่ค้าขายผัดไทยมือข้างหนึ่งก็ผัด อีกข้างก็ปาดน้ำตา มันเป็นความจริงที่เขาพูดกันว่าแม้ว่าชีวิตยังต้องไปต่อแต่ว่ามันเป็นความเศร้าที่จู่โจม พอถึงบ้าน (เสียงสั่น) เห็นพ่อกับแม่ร้องไห้ เราก็ร้องไห้ พยายามนั่งอยู่หน้าโทรทัศน์เพราะอยากเห็นพระองค์อื่น ๆ ว่าเป็นอย่างไร (ร้องไห้) เป็นห่วง”

ทำสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุด
“ออกจากบ้านพ่อกับแม่แล้วกลับเข้าบ้านตัวเอง ก็เข้าห้องพระไปสวดมนต์ สวดไปเรื่อย คงสวดมั่วไปบ้าง เราแค่อยากทำให้จิตใจสงบซึ่งหลังจากสวดมนต์ก็รู้สึกดีขึ้น จากนั้นไม่รู้จะทำอะไรเลยเปิดโทรทัศน์ไว้ นั่งแช่อยู่หน้าโทรทัศน์จนดึก เช้าวันที่ ๑๔ เราตื่นเช้ากว่าปกติ พยายามเปิดโทรศัพท์เพราะอยากจะหลอกตัวเองว่าข่าวเมื่อวานไม่เป็นความจริง แต่มันก็จู่โจมขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพราะมันคือความจริง เรารีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปทำงาน พอไปถึงที่ทำงานสักเก้าโมงครึ่งเขามีประกาศว่าเป็นวันหยุด แต่เราคุยและสอบถามนักศึกษาที่ต้องเรียนกับเราตอนบ่ายว่าวันนี้เป็นวันหยุด อยากกลับบ้านไปอยู่กับพ่อแม่ไหม เด็ก ๆ บอกว่าไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน เราจำได้ที่นายกฯ พูดเมื่อคืนว่าใครมีหน้าที่อะไรให้ปฏิบัติไป และท่านอธิการฯ บอกว่าถ้าใครมาแล้วอยากจะทำงานไม่ว่ากันเพราะประกาศหยุดมาช้ากว่าเวลาทำงาน เราเลยตัดสินใจสอน เราก็พยายามสอน พยายามบรรยายไป พยายามตลกกว่าเดิมซึ่งไม่รู้ว่าจริง ๆ ทำไปเพื่อใคร เพื่อเด็กหรือเพื่อตัวเอง ๒ ชั่วโมงนั้นคิดว่าตัวเองทำหน้าที่ได้ดีมาก ถ้ามองย้อนกลับไปคิดว่าวันนั้นสอนดีที่สุด เรารู้สึกว่าก็ต้องทำหน้าที่ ต้องทำสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุด”

 คนของพระราชา
“คิดว่าเราผ่านช่วงเวลานั้นมาได้เพราะหน้าที่การงาน งานเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่ากินข้าวได้ ยังยิ้มให้กับคนอื่น ๆ ได้ ไม่อยากอ่อนแอ อยากเป็นคนที่มีค่า ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นจริง ๆ ไม่ได้ฝืน เราพยายามทำงาน ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เหมือนที่เขาพูดกันว่าให้ซึมซับ เก็บแต่สิ่งดี ๆ ไว้ เราพรินต์รูปในหลวงตอนทรงงานและตอนที่ท่านกำลังแย้มพระสรวลอยู่ข้าง ๆ พระราชินี เอามาใส่กรอบไว้ที่บ้านเพื่อให้รู้สึกว่ามีทั้งส่วนครอบครัวและงานการที่ต้องรับผิดชอบ อยากบอกคนที่เสียใจว่าคุณไม่ได้เสียใจคนเดียวมีคนเสียใจเป็นเพื่อนกันเยอะแยะมากมายมหาศาล อยากให้รู้ว่าเมื่อท่านมองลงมาจากข้างบนท่านน่าจะอยากเห็นเรากลับมามีพลัง ทำอะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่า ท่านคงไม่อยากเห็นความทุกข์ของเราแน่ ๆ ในมุมหนึ่งอยากถวายกำลังใจให้กับพระเจ้าอยู่พระองค์ต่อไปและจะถวายความจงรักภักดีกับทุกพระองค์เหมือนเดิมทุกประการเพราะการได้ทำงานในสถานที่ราชการ ได้เงินเดือนที่เป็นภาษีของประชาชนแม้ว่าตัวเองจะไม่ได้โอกาสดีเป็นข้าราชการแต่ว่าได้ทำงานในสถานที่ราชการ ได้อยู่ใกล้พ่อแม่ ได้มีข้าวกิน มีบ้านหลังน้อย ๆ มีรถคันน้อย ๆ รู้สึกภูมิใจว่าเป็นเพราะได้ทำงานในที่ที่สร้างคน จริง ๆ งานทุกงานมีประโยชน์แต่มีคำที่เราต้องย้ำตัวเองเสมอ คำว่าราชภัฏ แปลว่าคนของพระราชา (เสียงสั่น) และเราก็เป็นคนในองค์นี้แปลว่าเราเป็นคนของพระราชา จะทำหน้าที่นี้ต่อไป”

 

หมายเหตุ สัมภาษณ์วันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s