Uncategorized

บันทึกความทรงจำของพสกนิกรไทยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ – ลำดับที่ ๕

“อีกเรื่องหนึ่งที่พอจะทำให้เราฟื้นได้คือเรามองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีใครฝืนได้ ถ้าวันนี้พ่อยังอยู่แต่เจ็บมาก เอาไหม เราไม่เอานะ ให้ท่านไปพักดีกว่า อย่าทำให้ตัวเองมีความสุขจากการเจ็บปวดของท่านเลย”
ปาณิสรา ปาลาศ (โบว์) อายุ ๓๕ ปี อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว, กรุงเทพฯ

 รับมือข่าวลือ
“วันที่ ๑๑ นั่งดูละครแล้วอยู่ ๆ ตัดเข้าข่าวด่วน เป็นแถลงการณ์จากสำนักพระราชวังฉบับที่ ๓๗ หรือเปล่าไม่แน่ใจ แถลงการณ์บอกว่าพระอาการท่านไม่ดีแล้ว ฟังแล้วตกใจมาก ทำอะไรไม่ถูกเลย มีทั้งเลือดเป็นกรด (ร้องไห้) ท่านต้องเจาะไขสันหลัง ใช้เครื่องช่วยหายใจถาวร ปอดไม่ดี มีภาวะไตวาย ชีพจรแผ่ว ฟังแล้วรู้สึกว่าอาการแบบนี้ไม่ใช่ละ พอวันที่ ๑๒ เริ่มมีการคุยกันในไลน์กลุ่มเรื่องข่าวลือว่าเรื่องท่านจะไปแต่เราไม่เชื่ออะไรทั้งสิ้น ที่ทุกคนพูด ๆ เราบอกไม่ ๆ ไม่ใช่ปฏิเสธนะแต่เราจะไม่แสดงออก จะไม่โพสต์อะไร ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่จะรอคือการแถลงจากสำนักพระราชวังหรือสำนักนายกเท่านั้น เราคิดบวกมาตลอด คิดบวกไม่ได้หมายถึงหลอกตัวเองนะ เราไม่เชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราคิดว่าสิ่งนั้นดีแล้ว กลัวมากแต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราพร้อมรับทุกอย่าง”

วันที่อาจไม่มีแถลงการณ์
“ค่ำวันที่ ๑๓ ที่ร้านเราจะจัดงานโปรโมทสินค้าตัวใหม่ ตอนกลางวันก็เริ่มมีข่าวลือว่าท่านสิ้น คือเราไม่รู้ว่าจะต้องรีบบอกกันทำไม มันจำเป็นแค่ไหนที่ต้องแข่งกันว่าฉันรู้ก่อน บางคนโพสต์ข้อความตั้งแต่สาย ๆ ว่าวันนี้ประเทศต้องหลั่งน้ำตาทั้งแผ่นดิน ทำเพื่ออะไร ตอน ๔ โมงเย็นเราก็รอแถลงจากนายกแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราก็ทำงานของเราไป ทุกอย่างมันเงียบ น้องที่นั่งทำงานให้เราก็นิ่ง เราทำงานไปน้ำตาคลอไป เรากลัวมาก บอกตรง ๆ ว่าไม่ค่อยอยากรู้ อยากให้แถลงข่าวดีด้วยซ้ำ ยิ่งตอนเขาเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ ก็ดีใจว่าไม่มีแถลงแล้วมั้ง อาจจะยกเลิกแถลงแล้วก็ได้ เอาตรง ๆ ตอนนั้นไม่ว่าจะทำอะไรน้ำตาไหลตลอดเวลา เป็นวันที่ไม่ปกติเลย รู้สึกกลัวมาก เป็นเวลาที่ยาวนาน เราเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ ไม่เปิดเพลงในร้านทั้ง ๆ ที่กำลังจะมีงานนะ พอเวลาผ่านไปสี่โมงก็แล้วหกโมงก็แล้ว มันเหมือนเป็นน้ำที่หล่อเลี้ยงเราว่าอาจจะไม่มีละ”

๑๓ ตุลาคม เวลาหนึ่งทุ่ม
“พอหนึ่งทุ่มทุกอย่างมันก็เงียบลง ตอนนั้นลูกค้านั่งกันเต็มทุกโต๊ะเพราะจะมางานที่เราจัด เราเปิดโทรทัศน์ดูด้วยกัน ทุกคนนั่งดูเงียบ  ๆ สักพักในโทรทัศน์มีผู้ชายพูดตะกุกตะกัก พอเขาพูดคำนึงออกมาปุ๊บมันเหมือนปิดระบบเราทุกอย่างเลย หลังจากนั้นเราไม่ได้ยินอะไรแล้ว เราปิดหน้า ยืนร้องไห้อยู่หน้าโทรทัศน์สักพัก หันกลับมาเห็นลูกค้าร้องไห้ บางคนเขาก็กอดกัน บางคนก็ปล่อยโฮ ระหว่างนั้นเราแจ้งยกเลิกวงดนตรีที่จะเข้ามาตอนสองทุ่ม ส่วนลูกค้าใครจะอยู่ก็นั่งต่อ ใครจะกลับก็เช็คบิล แต่ตอนนั้นที่ร้านเราไม่มีใครกลับ เรารู้นะว่าทำไมไม่กลับ ทุกคนยังอยากมีเพื่อนน่ะ ถ้ากลับไปบ้านแล้วอยู่คนเดียวมันคงแย่มากนะ (ร้องไห้)”

บรรเลงบทเพลงของพ่อ
มีลูกค้าคนหนึ่งที่สนิทกันเขาหิ้วแซกโซโฟนมาบอกเราว่าตอนเวลา ๓ ทุ่มขอเป่าเพลงพระราชนิพนธ์ได้ไหม (ร้องไห้) เราก็บอกว่าขอบใจนะ พอใกล้ ๆ จะ ๓ ทุ่ม เราขึ้นไปพูดในฐานะตัวแทนร้าน เราพูดว่า วันนี้มีเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราแต่อย่างหนึ่งที่เรารู้ว่าท่านปฏิบัติมาตลอดและท่านคงอยากให้ลูก ๆ อย่างพวกเราทำตาม ตอนนั้นเราฝากไว้ 3 เรื่องเท่าที่จำได้ คือ เรื่องความสามัคคี เราว่ามันถึงเวลาแล้ว ถึงแม้จะไม่ทันทำให้ทันเห็นในช่วงชีวิตของท่านแต่เรายังทำได้ เรื่องที่สองคือ ความดี เราบอกทุกคนว่าท่านไม่ได้จากไปไหน ถ้าอยากอยู่ใกล้ท่านให้ดำเนินรอยตามสิ่งที่ท่านสอนแล้วจะรู้สึกใกล้ชิดกับท่านมากที่สุดและจะค่อย ๆ เข้าใจสิ่งที่ท่านสอน เรื่องที่สามเหมือนตอนที่ฟังนายกฯ พูดคือ หน้าที่ของเรา เราทำอะไรอยู่ มีหน้าที่มีการมีงานให้ทำต่อไป เรามาช่วยกันทำให้ประเทศก้าวหน้าไปด้วยกัน หลังจากนั้น น้องเขาก็เป่าเพลงพระราชนิพนธ์สองเพลงคือชะตาชีวิตกับแสงเทียน เป่าแบบกระท่อนกระแท่นเพราะเป่าไปร้องไห้ไป”

 เรียนรู้และฟื้นฟูใจ
“ช่วงแรก ๆ ร้องไห้ตลอดเวลา วันที่ ๑๔ มีนัดไปพักผ่อนกับครอบครัวที่เชียงราย คิดว่าเราโชคดีตรงนั้นด้วยเพราะเราได้กำลังใจ การที่เราสูญเสียพระเจ้าแผ่นดินที่เรารักที่สุด แต่เรายังมีพ่อกับแม่ที่เรารักซึ่งยังอยู่กับเราเลยเหมือนได้ฟื้นฟูใจ ตอนเจอเรากอดท่านแน่นเลย ยิ่งท่านอยู่มานานกว่าเราคงรู้สึกสูญเสียหรือเคว้งกว่าเราด้วยซ้ำ แต่เราไม่เข้าเฟซบุ๊กเลย เราจำได้ว่าวันแรกคนก็โศกเศร้า วันศุกร์ยังเศร้ากันอยู่ พอวันเสาร์เริ่มทะเลาะกันว่าทำไมไม่ชุดแต่งดำ เราว่าเป็นสิ่งที่พ่อคงไม่อยากให้เกิดขึ้นน่ะ เราเข้าใจว่าคนเรามีวิธีการทำใจต่างกัน หลาย ๆ คนอาจจะเขียนอำลา หรือการบอกว่าเขาเศร้าแค่ไหน แต่เราไม่แสดงออกอะไรมาก ร้องไห้มันก็ร้องอยู่แล้วล่ะ แต่เวลาเราโพสต์ในโซเชียลเราจะโพสต์เรื่องดี ๆ ของท่าน ไปไล่อ่านไล่ดูคลิปของท่าน ทำให้ค่อย ๆ กลับมามองว่าจริง ๆ แล้วคนไทยหรือแม้กระทั่งตัวเราเองไม่เคยรู้จักท่านมากขนาดนี้เลย ทั้งที่มีเวลามาตลอดชีวิตจนถึงวันที่ท่านจากไปเราถึงจะค่อยย้อนไปทำความรู้จัก ถ้าถามว่าเป็นเรื่องดีไหมล่ะที่อย่างน้อยตอนนี้เรากำลังค่อย ๆ ได้เรียนรู้ถึงแม้ว่ามันจะผ่านไปแล้ว บางคลิป บางภาพที่เราไม่เคยเห็น ไม่เคยสนใจถูกนำออกมาเผยแพร่ ตอนนี้ทุกคนเหมือนเข้าไปใกล้ชิดท่านที่สุด อีกเรื่องหนึ่งที่พอจะทำให้เราฟื้นได้คือเรามองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีใครฝืนได้ ถ้าวันนี้พ่อยังอยู่แต่เจ็บมาก เอาไหม เราไม่เอานะ ให้ท่านไปพักดีกว่า อย่าทำให้ตัวเองมีความสุขจากการเจ็บปวดของท่านเลย ท่านตรากตรำทำงานมาเหนื่อยมากแล้วนะ ท่านเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ทำงานหนักมาตลอด อยู่มา ๘๙ ปี ลุยไปที่นั่นที่นี่ ใช้ชีวิตคุ้มแล้ว ในหลวงไม่ใช่คน ๆ เดียวที่ควรจะพัฒนาประเทศไทย ทุกคนต่างหาก ท่านทำมา ๗o ปี อุ้มด้วยบ่าของท่านเอง เราว่ามันเหนื่อยมากแล้ว (ร้องไห้) พอเลย ให้ท่านได้พัก ได้ไปเสวยทิพย์ หรือได้ไปอยู่ในสิ่งที่ท่านสร้างมา ให้ท่านได้ไปมีความสุขตรงนั้น ส่วนคนอื่นที่ยังมีหน้าที่ที่ท่านฝากงานไว้ หรืองานของเราที่จะเป็นประโยชน์กับสังคมทำไปดีกว่า เรามองอย่างนี้นะ”

 ตลอดมา…ตลอดไป
“เมื่อถึงเวลาทุกคนก็ต้องไปไม่ว่ากษัตริย์หรือคนธรรมดา เราจะพยายามไม่ลากเข้าดราม่า ไม่ลากว่าเสียใจที่ต่อไปนี้จะไม่มีรัชกาลที่ ๙ แล้ว แผ่นดินนี้จะขาดท่านอะไรทำนองนี้ เพราะว่าก่อนรัชกาลที่ ๙ ก็รัชกาลที่ ๘ ก่อนนั้นก็รัชกาลที่ ๗ ทุกอย่างมันต้องดำเนินไป เรามองว่าท่านไม่ไปไหนหรอก อย่างรัชกาลที่ ๕ ไหมก็ยังเป็นรูปที่มีทุกบ้านอยู่นะ รัชกาลที่ ๕ ท่านทำอะไรไว้ท่านก็จะยังถูกนึกถึงเป็นเรื่องเล่า เป็นเรื่องราวที่จะยังคงอยู่ ยังจะมีหนังสือถึงท่าน ธนบัตรก็ยังมีรูปท่าน ในหลวงท่านไม่ได้จะหายไปไหน เพียงแต่ว่าถ้าอยากอยู่ใกล้ท่านที่สุดให้ลองดำเนินตามรอยพระราชดำริท่าน เราเชื่อว่ามันจะไม่ไปไหน คำสอน ความดี หรือแม้กระทั่งคำสอนถ้าไม่ปฏิบัติก็ไม่เกิดเป็นรูปธรรม ความดีก็พูดกันไปเป็นนามธรรม แต่สิ่งที่ท่านสร้างก็เห็นเป็นรูปธรรมอยู่แล้ว เศร้าไปเถอะ เศร้าได้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้นแต่อย่าไปเว้าวอนถึงขั้นอยากจะดึง อยากจะรั้งให้มันกลับมา เราต้องเดินหน้าต่อ เราต้องภูมิใจกับสิ่งที่ท่านได้ทำไว้ เรามาช่วยกันพัฒนาประเทศดีกว่า”

 

หมายเหตุ สัมภาษณ์วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙

Advertisements
Standard

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s