บันทึกความทรงจำของพสกนิกรไทยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ – ลำดับที่ ๔

“ตอนนี้น้ำตาที่ไหลเป็นความรู้สึกคิดถึงที่เข้ามาแทนความเศร้า รู้สึกว่าเราโชคดีกันมาก ยิ่งดูก็ยิ่งตั้งคำถามทุกครั้งว่าจะมีกษัตริย์ที่ไหนที่ทำให้ประชาชนขนาดนี้”
ชินตา ช่วยเพ็ชร (ชิน) อายุ ๓๗ ปี อาชีพ กราฟิก ดีไซน์เนอร์, บอสตัน สหรัฐอเมริกา

 เช้าวันที่ ๑๓ ตุลาคม ณ บอสตัน
“อยู่ที่นี่เราไม่ค่อยได้อัพเดทข่าวคราวว่าที่เมืองไทยเป็นยังไง แต่ก่อนหน้านั้นวันสองวันแฟนเราซึ่งกลับไปเมืองไทยส่งข้อความมาบอกว่ามีข่าวลือเรื่องการสวรรคตของในหลวงเยอะมากแต่เราก็ยังไม่เชื่อขอรอแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ วันที่ ๑๓ พอตื่นเช้ามาซึ่งน่าจะเป็นเวลาค่ำที่เมืองไทย เราคิดอะไรไม่รู้อยู่ ๆ ก็เปิดโทรทัศน์ ณ ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าที่เมืองไทยมีคนไทยรอฟังข่าวเวลา ๑ ทุ่มกันอยู่ พอเปิดปุ๊บก็เจอข้อความประกาศสำนักพระราชวัง ถึงจะยังไม่ได้แถลงอะไรแต่แค่เห็นจอดำเราก็ร้องไห้ทันทีคิดว่าเขาคงไม่ปรับจอให้เป็นสีดำเพราะเรื่องอื่น วินาทีนั้นที่คิดถึงบ้านมากที่สุด โทรไปร้องไห้กับแม่ที่นิวยอร์ก โทรคุยกับแฟน คิดถึงบ้านที่เมืองไทย โทรหาคนที่บ้านที่นครปฐม เขาก็ร้องไห้กัน คุยกันไม่นานเพราะเราคุยไม่ไหว หลังจากนั้นก็ไม่อยากไปไหนเลย ได้แต่นั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ โชคดีที่วันนั้นนั่งทำงานที่บ้านถ้าต้องไปทำงานคงไม่ไหวจริง ๆ”

หัวใจของคนไกลบ้าน
“เราอยู่ไม่ห่างจากหน้าจอโทรทัศน์เพราะเป็นสิ่งเดียวที่สามารถเชื่อมเรากับที่เมืองไทยได้ คิดว่าคงมีรายการข่าวหรืออะไรที่ทำให้เรารู้ว่าที่เมืองไทยตอนนี้เป็นยังไง เราเปิดโทรทัศน์ไว้ทั้งวัน อยากดูพระราชกรณียกิจ ดูวนไปวนมากี่รอบก็ได้ เปิดไว้ไม่อยากปิด ไม่อยากให้บ้านเงียบ และอยากอยู่ใกล้ให้มากที่สุดซึ่งก็มีแค่โทรทัศน์ ไม่สามารถจะใกล้ได้เท่ากับคนที่อยู่เมืองไทย รู้สึกว่าขนาดเราอยู่ไกลเรายังเศร้ามากขนาดนี้แล้วคนที่อยู่เมืองไทยจะรู้สึกมากขนาดไหน”

พ่อของฉันเกิดที่นี่
“เราไม่ได้ไปวันที่คนไทยในบอสตันนัดรวมตัวกันที่ภูมิพล สแควร์ ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปแต่เราไม่ไหวจริง ๆ ถ้าเราไปไม่รู้ว่าจะสามารถกลับมาโฟกัสเรื่องงานได้หรือเปล่าเลยทำงานให้เสร็จแล้วพอวันศุกร์ตัดสินใจขับรถไปคนเดียว การที่ไปตรงจตุรัสนั้นเหมือนกับเป็นสถานที่ที่สามารถจะใกล้ชิดพระองค์มากที่สุดเพราะมันเป็นความรู้สึกของเราว่าท่านเกิดที่เมืองนี้ มีสัญลักษณ์ของท่านอยู่ตรงนั้น    ไปถึงแค่วางดอกไม้และก้มลงกราบน้ำตาก็ไหลแล้ว ทั้งที่ไม่ได้คิดว่ามันจะเข้าไปถึงความรู้สึก แต่พอไปถึงมันรู้สึกได้จริง ๆ  ระหว่างนั้นมีคนท้องถิ่นที่เดินผ่านเขาสงสัยว่าทำไมคนมาวางดอกไม้เยอะมากทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนในเมืองนี้แต่เขาไม่เคยรู้ที่มาที่ไป เราอธิบายให้ฟังว่าที่นี่เป็นสถานที่เกิดของพระมหากษัตริย์ไทยและท่านสวรรคตคนเลยมาถวายความเคารพและความอาลัย เขาถามต่อด้วยความแปลกใจว่าทำไมถึงมีคนมาแสดงความเคารพเยอะขนาดนี้ จนเราอธิบายว่าทุกความรู้สึกที่คนมาตรงนี้เหมือนกับคนที่สูญเสียพ่อของตัวเองไป เขาขอบคุณที่เราแชร์เรื่องราวให้ฟัง เขารู้สึกสนใจมากบอกว่าเขาคงต้องศึกษามากขึ้น”

สุขยามเศร้า
“หลังจากวันนั้นดูข่าวทีไรก็คิดถึงพระองค์ท่าน แค่คิดว่าต่อไปนี้จะเห็นแค่รูปภาพก็เสียใจแล้ว เมื่อก่อนเราไม่เคยตั้งใจดูรายการเกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจขนาดนี้เลย มันเป็นสิ่งที่เยียวยาความรู้สึกนะ ดูแล้วมีความสุขจริง ๆ เราเปิดดูทุกวันเลย ตอนนี้น้ำตาที่ไหลเป็นความรู้สึกคิดถึงที่เข้ามาแทนความเศร้า รู้สึกว่าเราโชคดีกันมาก ยิ่งดูก็ยิ่งตั้งคำถามทุกครั้งว่าจะมีกษัตริย์ที่ไหนที่ทำให้ประชาชนขนาดนี้ คงหากษัตริย์องค์ไหนแบบท่านไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่ท่านทำมันสะท้อนออกมาจากตัวท่านเอง ไม่ได้เกี่ยวว่าท่านเป็นราชวงศ์ ต่อให้ท่านเป็นคนธรรมดาเราก็รักและเคารพท่าน”

 

หมายเหตุ สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๙

 

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s