บันทึกความทรงจำของพสกนิกรไทยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ – ลำดับที่ ๒

“มันคือวิกฤตของชาติ มันคือความสูญเสีย ตั้งแต่เกิดมานี่คือความสูญเสียครั้งที่ใหญ่ที่สุด ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไงแต่นาทีนี้นี่คือใหญ่ที่สุดแล้ว และไม่คิดว่าจะมีวันนี้ ไม่คิดว่าชั่วชีวิตเราจะเจอเหตุแบบนี้”
อรรถวุฒิ เกิดหิรัญ (เอ๋) อายุ ๔๒ ปี อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว, กรุงเทพฯ

 อยากให้ข่าวลือไม่เป็นจริง
“ช่วงก่อนวันที่ ๑๓ บรรยากาศรอบตัวมันหดหู่ ยิ่งมีข่าวลือ ข่าวไม่ดีออกมาทำให้คิดไปต่าง ๆ นานา เพื่อน ๆ ที่สนิทกันก็ส่งข่าวผ่านช่องทางต่าง ๆ มันยิ่งเพิ่มบรรยากาศความกดดัน ความไม่สบายใจ ไม่สบายตัว บรรยากาศมันแย่ ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร เราไม่รู้จะแสดงออกยังไงเลยรวมตัวกันสวดมนต์สารพัดบท ไปทำบุญ ให้อาหารปลา ใช้ความเชื่อในศาสนา ถวายสังฆทาน นั่งสมาธิ วิปัสสนา ทำทุกวิถีทางที่เราทำได้ ทำเพราะอยากให้ข่าวลือไม่เป็นจริง อยากให้ในหลวงอยู่กับเรานาน ๆ  (เสียงสั่น) ตอนนั้นไม่เผื่อใจ มีความหวัง ทำด้วยความหวัง อยู่ด้วยความหวัง”

ความหวังในวันอันยาวนาน
“มันเป็นวันที่ยาวนานมาก ยาวนานที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมา รอว่าตอนหนึ่งทุ่มเขาจะประกาศอะไร เขาจะแถลงการณ์อะไร ทำไมมันน่าหดหู่ มองอะไรก็ไม่สวยงามเลย เรามาถึงศิริราชตอนเย็น ๆ พอเห็นคนใส่เสื้อสีชมพูมาสวดมนต์ทำให้ใจชื้นขึ้นมาเลยเพราะเสียงสวดมนต์ดังมาก เพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีมหาราชากึกก้อง คนยังมีความหวัง ก่อนเวลาหนึ่งทุ่มที่ศิริราชไม่เศร้าเลยเราสัมผัสได้ ทุกคนมาด้วยความหวัง พลังของคนที่ศรัทธาในสิ่งเดียวกัน รักในสิ่งเดียวกัน เชื่อในสิ่งคล้าย ๆ หรือเหมือนกันมันน่าขนลุก เราสวดมนต์และยิ้ม เราบอกเพื่อน ๆ และคนที่สนิทกันว่าไม่ต้องเชื่อข่าวลืออะไรเลย เชื่อใจตัวเรา และเชื่อพลังที่เราส่งให้พระเจ้าอยู่หัว ถ้าทุกคนหมดพลังใจแล้วจะส่งไปให้พระองค์ที่ประชวรอยู่ได้ยังไง เราต้องเข้มแข็งพอ ถามว่าหวั่นไหวไหม แน่นอน แต่เราต้องรวมใจ”

ค่ำวันที่ ๑๓ ตุลาคม
“พอหนึ่งทุ่มทุกคนก็ร้องไห้โหยหวน เป็นการฟังเสียงคนร้องไห้ที่มันดังที่สุดในชีวิต มันกึกก้องมาก เจ็บปวดมาก ไม่รู้จะอธิบายยังไง เหมือนฟ้ามันมืด ใจสลาย (เสียงขึ้นจมูก) พูดอะไรไม่ถูก พี่ป้าน้าอาบริเวณนั้นตะโกนกันว่าพระเจ้าอยู่หัวทิ้งเราไปแล้วอะไรประมาณนี้ คำพูดของคนเยอะ ๆ มันยิ่งกดความรู้สึกของคนตรงนั้น เราอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต้องออกมาจากบริเวณนั้นเพราะมันหดหู่มาก ทุกหย่อมหญ้ามีคนร้อง (ร้องไห้) ที่ทำให้รู้สึกแย่กว่านั้นอีกเมื่อเห็นคุณพยาบาลของศิริราชยืนกันเป็นกลุ่มใหญ่ เขายืนสง่ามาก ยืนหลังตรง เขาครองสติแต่ร้องไห้หมดเลย ผู้เฒ่าผู้แก่กอดรูปพระเจ้าอยู่หัวแล้วซบหน้าร้องไห้ เราเดินออกมาเจอทหาร ตำรวจแต่งชุดเต็มยศร้องไห้แบบเก็บเสียงแต่น้ำตาไหลเยอะมาก เห็นแล้วไม่รู้จะพูดยังไงเลย เหตุการณ์ครั้งนี้มันคือวิกฤตของชาติ มันคือความสูญเสีย ตั้งแต่เกิดมานี่คือความสูญเสียครั้งที่ใหญ่ที่สุด ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไงแต่นาทีนี้นี่คือใหญ่ที่สุดแล้ว และไม่คิดว่าจะมีวันนี้ ไม่คิดว่าชั่วชีวิตเราจะเจอเหตุแบบนี้”

 ร่วมทุกข์แล้วลุกขึ้น
“ตั้งแต่ ๑๔ ตุลา วันที่พระบรมศพเคลื่อนผ่าน เราก้มกราบแล้วเงยหน้ามาพอเห็นรถทุกคนก็ร้องไห้ แม้จะเสียใจแต่เราตั้งใจมาที่สนามหลวงทุกวัน มาให้รู้ว่าเรารักท่านแค่ไหน เราทำอะไรไม่ได้มากกว่าการมาอยู่ใกล้ ๆ คือ ใกล้วังที่พระบรมศพท่านอยู่ อยากให้กำลังใจพระบรมวงศานุวงศ์ด้วย มาเพื่อเผื่อมีอะไรที่เราช่วยได้ อยากมาร่วมทุกข์กับคนไทย พอมาแล้วรู้เลยว่าเราจะไม่อ่อนแอไปกว่านี้เพราะเห็นพลังคนของที่อยากทำอะไรดี ๆ ให้พระองค์ท่านมันก็มีแรงฮึดขึ้นมา เรารู้สึกว่ายิ่งถ้าอยู่บ้านมันยิ่งเศร้า เลยออกมาทำโน่นทำนี่ มาหยิบจับอะไร มาลงนามถวายอาลัย มาทำอะไรก็ตามดีกว่าจมอยู่คนเดียว มาเห็นคนที่เขาหัวอกเดียวกับเรา”

 

หมายเหตุ สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๙

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s