คนพิการกับหลานชาย

“แงๆๆๆ กลัวๆๆๆ หนูกลัว”

ฉันตกใจแทบแย่เมื่อได้ยินเสียงหลานชายคนรองร้องเสียงหลง
หลานชายคนนี้นั่งปั้นแป้งโดเล่นกับหลานชายคนโตอยู่หน้าบ้าน
ส่วนฉันเดินไปหลังบ้าน พอได้ยินเสียงหลานร้องก็รีบวิ่งไปหาทันที

เมื่อฉันไปถึงหลานชายที่ชื่อนะโมก็รีบวิ่งมากอดเอวไว้แน่น
แล้วเอาหน้าซุกหลังฉันไว้ ตัวสั่นด้วยความกลัวจริงๆ
ส่วนหลานชายอีกคนที่ชื่อวินก็ยังนั่งเล่นเป็นปกติ

เมื่อสอบถามหลานทั้งสองแล้วจึงได้รู้เหตุแห่งความกลัว
นะโมเห็นสาวน้อยคนหนึ่งที่อยู่บ้านตรงข้ามกัน เธอเดินกระเผลกเข้ามาในรั้วบ้านเราเนื่องจากลูกพี่ลูกน้องฉันคนหนึ่ง (ซึ่งเป็นแม่ของวิน) เปิดร้านทำผม สิ่งที่ทำให้นะโมกลัวเธอคนนี้คือ “ความพิการ”

ฉันเองเห็นสาวน้อยคนนี้มาตั้งแต่เล็ก
เธอเกิดมาพร้อมความไม่สมบูรณ์ของร่างกาย
แขนสองข้างมีแค่ครึ่ง ไม่มีมือ ไม่มีนิ้ว ส่วนขาก็คล้ายกันแต่เธอเดินได้เพราะใส่ขาเทียม

ตอนที่ฉันเดินไปหานะโม นะโมชี้ไปที่เธอแล้วบอกว่า “หนูกลัวพี่คนนี้”
ฉันเคยหน้าขึ้นมองแล้วรู้สึกไม่ค่อยดี แม้เธอจะยิ้มให้ฉันและหลานด้วยความเข้าใจ
แต่ฉันคิดว่า…มันเป็นรอยยิ้มที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นระยะเวลานาน
เธอยิ้มแต่ใจเธอล่ะ เธอโดนอะไรทำนองนี้มากี่ครั้งกันแล้ว
ฉันไม่อยากให้หลานชายเป็นอีกหนึ่งความทับถมในใจเธอ

เมื่อเธอเข้าไปทำผม
ฉันคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง
ฉันนั่งคุยเกี่ยวกับ “ความพิการ” ให้หลานชายฟัง

“พี่คนนี้ไม่ได้น่ากลัวนะ ไม่มีอะไรให้ต้องกลัว
นะโมต้องเห็นใจพี่เขานะ สมมติว่าวันหนึ่งนะโมโดนรถชนแล้วไม่มีมือ ไม่มีแขน
ไปโรงเรียนเพื่อนก็ล้อ ชี้หน้านะโมว่าแขนขาด หรือหัวเราะใส่ นะโมจะรู้สึกยังไง”

ฉันค่อยๆ พูด ค่อยๆ บอก ค่อยๆ สอนให้หลานคิดตาม

นะโมนิ่งไปสักพักก็พูดออกมาเองว่า
“ถ้าหนูไม่มีขา หรือเป็นแบบพี่เค้าแล้วเพื่อนไม่เล่นด้วยหนูคงร้องไห้เสียใจ
แล้วหนูคงจะเหงาด้วย”

ฉันยิ้มออกเลย
รู้สึกโชคดีที่มีหลานอายุแค่ 5-6 ขวบที่เก่งและฉลาด
ไม่ได้จะชมหลานอวดสื่อ แต่นะโมเป็นเด็กอย่างนั้นจริงๆ
นะโมอาจจะทำผิดพลาดไปด้วยความไม่รู้ แต่พอรู้ความแล้วเขาก็เข้าใจ

ฉันถือโอกาสบอกหลานทั้งสองคนทันทีว่า
“ต่อไปถ้าเจอใครก็ตามที่เป็นแบบนี้ไม่ต้องไปกลัว อย่าไปกลัวหรือรังเกียจ
ให้เห็นใจและชื่นชมที่เขามีไม่เหมือนเราแต่ยังทำทุกอย่างเหมือนเราได้”

พอสาวน้อยคนนั้นเสร็จธุระเธอก็เดินออกมา
ฉันกระซิบบอกสองหลานว่าให้ยกมือและพูดขอโทษ
ทั้งสองคนก็ตั้งใจทำอย่างที่ฉันแนะนำ
รอยยิ้มระหว่างสองฝ่ายจึงเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความอึดอัดใจระหว่างกัน
สาวน้อยยังใจดีพูดด้วยความเกรงใจว่า
“อย่าไปดุไปตีน้องเขานะ น้องเขาไม่รู้ ไม่ได้ตั้งใจ”
ฉันเลยรีบอกว่า
“ไม่ได้ตีเลยจ้ะ นั่งคุยกับเขาดีๆ”

ยิ่งพอนะโมเห็นสาวน้อยเดินกะเผลกกลับบ้านแล้วถึงกับออกปากชมว่า
“พี่เขาเก่งนะครับ เดินกลับบ้านได้เองด้วย”
ฉันเลยรีบเสริมตอนเหล็กกำลังร้อนๆ
“ใช่ครับ พี่เขาเก่งมากๆ เนอะ”

จากเหตุการณ์เล็กๆ นี้
สำหรับฉันถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในฐานะผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ในบ้านที่มีหน้าที่ต้องสอน บอก หรือให้คำแนะนำที่เด็กๆ จะใช้เป็นแนวทางในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ ฉันไม่รู้หรอกว่าสองหลานจะจำเรื่องวันนั้นได้ไหม แต่อย่างน้อยเขาได้รู้จัก “ความพิการ” และ “คนพิการ” เป็นครั้งแรกในชีวิตแล้ว

ในฐานะป้าของหลาน
ฉันรู้สึกภูมิใจในตัวเองที่ไม่โมโหและตีหรือดุด่าหลาน
ตอนเกิดเรื่องก็นั่งคิดเหมือนกันว่าเอาไงดี ทำไงดี จะบอกหลานยังไงให้เข้าใจ โดยที่ไม่ต้องสร้างเรื่องโกหกหรือให้หลานเข้าใจผิด

อยากเขียนเรื่องนี้ในวันเด็ก
เพราะคิดว่าวันเด็กจริงๆ แล้วเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ล้วนๆ
ผู้ใหญ่อย่างเราจะมอบอะไรให้กับพวกเขาเพื่อติดตัวไปในอนาคตได้บ้าง
และเชื่อหรือไม่ ตอนที่สอนเด็กเหมือนว่าฉันได้สอนและเตือนตัวเองไปด้วยในขณะเดียวกัน
เพราะถ้าบอกหลานแบบนั้นแต่ฉันไม่คิด ไม่รู้สึกแบบนั้นจริงๆ สิ่งที่สอนไปมันจะไม่มีความหมายเลย

win

ช่วงเวลาราวๆ สองสัปดาห์ที่กลับมาบ้านที่ต่างจังหวัดแล้วได้คลุกคลี ได้เล่นกับหลานๆ มันเป็นเวลาที่มีคุณภาพและมีคุณค่ามากๆ เพราะเด็กให้อะไรกับเราหลายอย่าง อย่างที่ง่ายที่สุดคือรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

นี่ถ้ากลับไปกรุงเทพคงคิดถึงหลานหน้าดู
สวัสดีวันเด็ก 2558

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s