บ้านตายแล้ว

‘บ้านตายแล้ว’
เป็นเรื่องสั้นที่เราลองเขียนเป็นเรื่องแรกๆ
เป็นการเขียนแบบด้นสด ด้วยความรู้สึกล้วนๆ
มานั่งอ่านตอนนี้รู้สึกว่ามันทื่อมากเกินไป ไร้ชั้นเชิงในทุกด้าน

จำไม่ได้ว่าเขียนเอาไว้เมื่อไหร่ แต่น่าจะประมาณ 4-6 ปี, เป็นวันใดวันหนึ่งที่กลับบ้าน
เขียนเสร็จก็เก็บเอาไว้ในคอม ไม่เคยให้ใครอ่าน
เห็นว่าช่วงนี้ก็กลับบ้านมานอนๆ นั่งๆ เลยคิดถึงอารมณ์ในตอนนั้น
เพราะจะว่าไปมันก็เป็นเหมือนการบันทึกเหตุการณ์ช่วงหนึ่งของชีวิตเอาไว้ในรูปแบบเรื่องสั้นๆ นั่นเอง

ลองอ่านกันดู

…..

ในเช้าวันนี้ คล้ายจะเป็นเหมือนเช้าเมื่อวาน เช้าวันก่อน เช้าวันก่อนหน้าโน้น แต่มันก็ไม่คล้าย เพราะเช้าวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว อย่างน้อยก็เสียงพูดคุยกันของบรรดาสิ่งมีชีวิต และสิ่งไม่มีลมหายใจทั้งหลาย ทั้งปวงภายในอาณาเขต ‘บ้านเลขที่ 33/5’ นั่นแหล่ะ ที่ร้อยวันพันปีไม่มีใคร เอ๊ย! อะไร ตื่นแต่เช้าเพื่อมาพูดคุยกันอย่างจริงจังเท่าครั้งนี้มาก่อน

“บ้านหายไปไหนน่ะพวกเธอ ฉันว่าจะถามหลายวันแล้ว” นั่นไง…เสียงแหลมๆ ของดอกกุหลาบสีแดงสด ที่เบ่งบาน ชูดอกไสวอยู่ตรงพุ่มไม้ใบหญ้าหน้าบ้าน เริ่มต้นบทสนทนาเป็นลำดับแรก

“บ้านเหรอ…บ้านเนี่ยนะจะหาย” ตามติดด้วยนายโต๊ะม้าหิน รูปร่างกลมๆ แหว่งๆ กลางเก่า กลางใหม่ แต่ก็ตั้งเด่นเป็นสง่าใกล้ๆ กับเจ้าของเสียงแหลมๆ เมื่อสักครู่

“นั่นสิคุณกุหลาบ ฉันเห็นด้วยกับม้าหินนะ บ้านแท้ๆ เชียวนะ บ้านทั้งหลังมันจะหายไปได้ยังไง” แม้จะถูกวางอยู่ในห้องนั่งเล่นภายในบ้าน แต่เจ้าพัดลมตั้งพื้นตัวสูงก็ยังตะโกนออกมาแสดงความเห็นที่โน้มเอียงไปทางม้าหินด้วยจนได้ พลอยทำให้ดอกกุหลาบเชิดหน้างอนๆ ไปทางพระอาทิตย์ยามเช้าทันที

“อย่างอนเลยน่าคุณนายกุหลาบ ดูเจ้าปีบโน่นซิ เมียงๆ มองๆ มาทางนี้เหมือนๆ จะสนใจออกความเห็นด้วย อ้าว…ว่าไงล่ะ?” แมวแก่ตัวอ้วนที่ดูจะอาวุโสที่สุดในที่นี้อดไม่ได้ที่จะไกล่เกลี่ย แถมยังเอ่ยปากชักชวนต้นปีบหนุ่มที่สูงเอาๆ ในช่วงนี้ ซึ่งอีกไม่นานก็คงจะให้ดอกสีขาวสะอาดตา และกลิ่นหอมชื่นใจให้กับ ‘บ้าน’ หลังนี้อย่างแน่นอน

“ขอบคุณครับคุณน้าแมว ผมแอบคิดมาหลายวันอยู่เหมือนกัน เห็นด้วยกับพี่กุหลาบที่ว่าบ้านที่เราคุ้นเคยมันหายไป” กลายเป็น 2 เสียงเท่ากันไปซะแล้ว สำหรับสภาเช้าของ ‘บ้านเลขที่ 33/5’ โดยมีแมวลายเหลืองที่ทั้งอ้วน ทั้งแก่เป็นประธาน

“ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะ” ของอื่นๆ ในบ้านทั้ง ประตูห้องน้ำ, ตู้เย็น, เตียงไม้, สายยางขดสั้น, บานเกล็ดสีดำ, โต๊ะกินข้าว, การ์ตูนขายหัวเราะเล่มเก่าๆ และอีกหลายสิ่งหลายอย่างพากันส่งเสียงถามหนุ่มปีบขึ้นไล่ๆ กัน

“ก็…หลายวันมานี่ ผมรู้สึกว่าบ้านเงียบไป ไม่ส่งเสียงอะไรเลย แล้วนี่ไม่มีอะไร หรือสิ่งไหนรู้สึกเหมือนผมและคุณพี่กุหลาบกันเลยหรือครับ” เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างภายใน ‘บ้านเลขที่ 33/5’ ได้ยินคำอธิบายของต้นปีบเยาวชนแล้วต่างพากันนิ่งเงียบ เข้าใจว่าน่าจะกำลังขบคิด หรือตีความอะไรกันอยู่

“ใช่เลยหนูปีบ เจ๊คิดแบบนั้นเป๊ะ บ้านน่ะไม่ส่งเสียงให้เราได้ยินหลายวันแล้วนะ น่าสงสัยจะตายว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับบ้านกันแน่” เมื่อได้ที แกนนำฝ่ายเสนออย่างกุหลาบก็รีบผสมโรงไปกับต้นปีบทันที

“มันก็…แต่ก็นะ บ้านน่ะเป็นบ้านไม่ใช่เหรอ บ้านจะมีปากมีเสียงมาทำเสียง หรือส่งเสียงอะไรได้ล่ะ อย่าบ้าไปหน่อยเล้ย” ม้าหินทำหน้าที่คัดค้านอย่างขันแข็ง แม้ลึกๆ ในใจจะเริ่มหวั่นไหวไปกับถ้อยคำของหนุ่มปีบ

“นั่นสิ ถ้าบ้านส่งเสียงได้ มันจะเป็นเสียงแบบไหนกันล่ะ?” ไม่ถึงกับไม่เห็นด้วยกับฝ่ายเสนอ เจ้าพัดลมตัวสูงเปรยขึ้นมาคล้ายๆ จะเป็นการระดมความคิดเห็น

“ที่ผ่านมา…พวกเราเคยได้ยินเสียงของบ้านกันด้วยเหรอ” คณะข้าวของเครื่องใช้ในครัว ยกชุดพูดขึ้นพร้อมกัน

อาจจะเพราะวงสนทนาที่เริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ ได้ลากยาวมาจนตะวันลอยโด่ง เลยทำให้เสียงพูดคุยดังกระหึ่มมากกว่าเดิม มีเสียงพึมพำ ฮึมฮัมลามไปทั่วบริเวณ ‘บ้านเลขที่ 33/5’ ไม่ว่าจะหลังบ้าน หน้าบ้าน ข้างบ้าน ในบ้าน นอกบ้าน ต่างก็ได้ยินทั่วถึงกันหมด

“เราไม่เคยได้ยินเสียงของบ้านหรอก” อยู่ๆ หลังคาบ้านที่เกือบจะอยู่สูงที่สุดในบ้าน (มันเป็นรองก็แค่เสาอากาศเท่านั้น) ก็เอ่ยขึ้นมาท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กนั้น เป็นผลให้ทุกอย่างแหงนหน้ามองไปยังส่วนบนของบ้านพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

“ที่เราอาจจะเคยได้ยินน่ะ จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เสียงหรอก เพราะบ้านมันส่งเสียง มันพูดไม่ได้ พวกเราน่ะรู้สึกต่างหากล่ะ เรารับรู้ความเป็นไปของบ้านหลังนี้ได้ก็เพราะเรารับรู้ความรู้สึกของบ้าน” หลังคาแอบทำเสียงทุ้ม ขรึมด้วยความภาคภูมิใจนิดหน่อย มันดูเท่ไม่หยอก โดยเฉพาะในขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจับตามอง

“เหมือนที่ตอนนี้เรากำลังรู้สึกว่าบ้านเงียบไปน่ะเหรอ?” เสียงเล็กๆ จากรีโมทโทรทัศน์เครื่องใหม่ ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ไม่นาน

“มันอาจจะเป็นไปได้ว่าบ้านไม่มีความรู้สึก” ตู้เย็นรุ่นเก๊ากึ้กสรุปใจความ

“อืม…ถ้าเอาไปเทียบกับคนเนี่ย ไอ้พวกที่ไร้ความรู้สึกมันก็มีอยู่สองจำพวก หนึ่งคือคนที่ไม่เหลือสติสตังแล้ว และอีกพวกคือ คนตาย คนที่ตายแล้วคงรู้สึกอะไรไม่ได้แน่ๆ ว่ามั้ย?” แมวแก่เอ่ยขึ้นเป็นครั้งที่สองในเช้าวันนี้

“ถ้าบ้านของเราตายแล้วจริงๆ มันจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ!?” กุหลาบแหวขึ้นมาด้วยความตกใจสุดขีด

“อะไรจะเกิดขึ้นไม่รู้หรอก แต่อยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้บ้านหลังนี้ต้องตายมากกว่า” พัดลมเอ่ยขึ้นนิ่งๆ ทำให้หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างนิ่งงันขึ้นมาจริงๆ

“จริงๆ ฉันก็รู้สึกมานานแล้วนะว่ามันมีอะไรหายไป” กุหลาบช่างสังเกตที่ตั้งสติได้แล้วพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหงอยๆ “เช่นว่า ฉันไม่ได้ยิน เอ๊ย!ไม่รู้สึกถึงเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ เสียงละครช่องเจ็ดหลังข่าวภาคค่ำ รู้สึกว่าเสียงกระทบกันของจานกับช้อนมันเบาลงไป”

“เอ่อ…สารภาพว่าไม่มีคนมากดฉันพักใหญ่แล้วด้วย จากที่เมื่อก่อนนะแย่งฉันกันจะตาย” รีโมทโทรทัศน์ที่นอนอิงแอบอยู่ข้างรีโมทเครื่องเสียงบ่นอย่างน้อยใจ

“มีอะไรหายไปเยอะจริงๆ ด้วย” แมวอ้วนเหลืองพูดขึ้นเป็นครั้งที่สามหลังจากที่ทุกสิ่ง ทุกอย่างช่วยกันไล่เรียงถึงสัญญาณต่างๆ ที่น่าจะเป็นตัวการทำให้ ‘บ้านเลขที่ 33/5’ ตาย ไม่ว่าจะเป็นชุดเครื่องเสียงที่บอกว่าไม่มีการเปิดเล่นเพลงจากช่องซีดีหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ หรือเตาแก๊สที่ความถี่ในการเปิดน้อยลง เครื่องซักผ้าร้องไห้โฮด้วยความเหงา เมื่อหันไปเห็นกองเสื้อผ้าใส่แล้วมากมายที่ไม่ถูกนำมาปั่น หรือแม้แต่ที่นอนนุ่มบนเตียงไม้กว้างที่รู้สึกถึงน้ำหนักคนนอนที่ทิ้งตัวลงมาหายไปครึ่งหนึ่ง

“แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะ บ้านตายไปแบบนี้ ฉันรู้สึกว่ามันเงียบมากๆ เลย เอ่อ…แบบว่าวังเวงน่ะ” โทรทัศน์เครื่องใหญ่แต่ใจปลาซิวอดที่จะหวั่นเกรงในการตายของบ้านไม่ได้

“เราทำอะไรไม่ได้หรอก” เป็นเสียงทุ่ม นุ่มลึกของหลังคาเจ้าเก่านั่นเอง แม้มันจะพยายามทำเท่ต่อหน้าสิ่งอื่น แต่มันก็อดที่จะคิดแบบนั้นไม่ได้จริงๆ

“เรามันก็แค่ของที่อยู่ในบ้าน บ้านจะอยู่หรือจะไปมันก็อยู่ที่…นู่น” หลังคาหยุดคำพูดเอาไว้แค่นั้น แล้วก็ก้มลงไปมองที่กรอบรูป ‘ครอบครัว’ ที่ตั้งโชว์อยู่ในตู้กระจกใสที่เริ่มมีฝุ่นจับ

“คนที่อยู่ในบ้านหลังนี้เท่านั้นที่จะตัดสินทุกอย่าง…ส่วนพวกเราทำได้แค่รอ” ครั้งนี้เสียงของหลังคาดูเท่ขึ้นมาจริงๆ โดยไม่ได้เสแสร้ง มันรู้สึกหดหู่แต่ก็พร้อมจะทำใจ ‘รอ’ รับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา แม้ว่ามันอาจจะต้องตายไปเหมือนบ้านก็ตาม แต่จะแปลกอะไรเพราะมันก็ผ่านร้อน ผ่านฝน ทนหนาวมาได้ตั้งหลายสิบปี จะตายซะวันนี้ก็คุ้มแล้ว

“เอ่อ…ว่าแต่ว่า คือ ฉันสงสัยน่ะนะ ที่เราพูดเรื่องบ้านเนี่ย แล้วบ้านมันคืออะไร อยู่ตรงไหนในที่นี้เหรอ?” ไม่มีเสียงตอบจากอะไรสักสิ่ง แล้วก็ไม่มีอะไรสนใจด้วยว่าสิ่งไหนเป็นคนถาม เพราะตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเฝ้าแต่ ‘รอ’ และ ‘ภาวนา’ ให้คนในรูปทั้ง 4 คนที่เคยเปิดเตาแก๊ส เคยหยิบแผ่นซีดีใส่เครื่องเล่น เคยส่งเสียงหัวเราะกับละครน้ำเน่าหลังข่าว เคยส่งเสียงพูดคุยระหว่างทำเสียงช้อนกระทบจานไปด้วย เคยยัดเสื้อผ้าใส่แล้วในถังเครื่องซักผ้า เคยออกมานั่งที่โต๊ะม้าหิน และเคยทิ้งน้ำหนักตัวลงบนเตียงนุ่มทั้งสองด้าน…กลับมาทำกิจกรรมแบบนั้นเหมือนเมื่อก่อนอีกครั้ง เผื่อว่า ‘บ้านเลขที่ 33/5’ อาจจะมีลมหายใจอีกครั้ง

Advertisements

One thought on “บ้านตายแล้ว

  1. ตัวละครเยอะดีค่ะ น่าเอาไปเล่านิทานให้เด็กฟัง 😀

    เคยอ่านเจอมาว่า บ้านเป็นสิ่งก่อสร้างที่แปลกมาก ต่อให้เพิ่งสร้างใหม่ หรืออยู่ไปสักพักแล้วย้ายออก เมื่อใดก็ตามที่บ้านถูกทิ้งร้าง สีทาบ้านจะเริ่มหลุดร่อน บ้านจะค่อยทรุดโทรมลง มันจะไม่มีชีวิตชีวาอีกเลย จนกว่าจะมีคนเข้ามาอาศัยอยู่อีกครั้ง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s